posttoday
รอฝันเป็นจริง...ฮับเมล็ดพันธุ์พืชแห่งชาติ

รอฝันเป็นจริง...ฮับเมล็ดพันธุ์พืชแห่งชาติ

04 เมษายน 2554

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTAThai Seed Trade Association)

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTAThai Seed Trade Association)

โดย...สิทธินี ห่วงนาค

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTAThai Seed Trade Association) ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน ได้เชิญอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นองค์ปาฐกในเรื่อง “การเคาต์ดาวน์สู่ฮับเมล็ดพันธุ์พืช...รับมือวิกฤตอาหารและภัยธรรมชาติ”

ประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ แรงสนับสนุนจากภาครัฐต่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของไทย

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้แผนพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์ของปี 2553-2555 ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์

1.ให้มีเมล็ดพันธุ์ดีเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ โดยสนับสนุนส่งเสริมวิจัยพืชพันธุ์ดีให้เกษตรกรได้นำไปใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต

2.ให้ความสำคัญภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพผลิตพืชพันธุ์ดี เช่น เมล็ดพันธุ์พืชลูกผสม ภาครัฐจะลดบทบาทการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่ภาคเอกชนมีศักยภาพในการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ภาครัฐผลิตประมาณ 10% ของความต้องการใช้ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนน้อย ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มเกษตรกร

3.สนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านผลิตเมล็ดพันธุ์พืชในภาคพื้นเอเชีย เปลี่ยนจากรับจ้างผลิตมาพัฒนาสายพันธุ์ ภายใต้ชื่อบริษัทของคนไทย โดยสร้างความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี พัฒนาแล็บตรวจสอบเมล็ดพันธุ์สู่ระบบมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้มีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ เวียดนาม และอินเดีย

“ผู้ที่จดทะเบียนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตอนนี้มีราว 1.7 หมื่นราย ผ่านการตรวจสอบเมื่อปีที่แล้ว พบว่ามีมาตรฐานถึง 93% ปีนี้สุ่มตรวจ 59 ครั้ง ในรอบ 3 เดือน ปรากฏว่าได้มาตรฐานทุกราย ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี หลังจากนี้จะพยายามให้ความรู้ร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ให้ถูกต้องเพื่อลดความเสื่อมของเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรที่มาซื้อไปก็จะช่วยลดต้นทุนจากค่าเสื่อมนี้ไปได้ด้วย”

ด้าน พาโชค พงษ์พานิช นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า การผลักดันธุรกิจค้าเมล็ดพันธุ์ไปสู่เป้าหมาย การเป็นฮับหรือศูนย์กลาง การผลิตและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของไทย ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เนื่องจากความหมายของพันธุ์พืชคุ้มครองได้ครอบคลุมถึงพันธุ์พืชที่คิดและพัฒนาโดยเอกชนเข้าไปด้วย

คำจำกัดความคำว่า “พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป” มีการตีความหมายครอบคลุมมาถึงพืช 3 กลุ่ม คือ 1.พันธุ์พืชที่กำเนิดภายในประเทศ 2.พันธุ์พืชที่มีอยู่ในประเทศไทยที่มีการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย และ 3.ให้หมายความรวมถึงพันธุ์พืชอะไรก็ตามที่ไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น หรือพันธุ์พืชป่า

กรณีนี้ได้เหมารวมเอาพันธุ์พืชอะไรก็ตามที่มาเจอหรือพบในประเทศไทย หมายถึงพันธุ์พืชที่เอกชนได้พัฒนาและวิจัยขึ้นในประเทศไทยก็ใส่เข้าไปไว้ในการคุ้มครองด้วย

การตีความที่กว้างมากไปทำให้กระทบต่อการพัฒนาของเอกชนที่ต่างลงทุนทั้งเงินและเวลาในการพัฒนาจำนวนมาก จนได้ผลผลิต แต่กลายเป็นว่า เมื่อจะนำไปทำการค้า ต้องไปปฏิบัติตามระเบียบของกรมวิชาการเกษตร ทั้งการส่งออก–นำเข้า รวมทั้งเสียค่าธรรมเนียมสารพัดหรือการแบ่งปันผลประโยชน์ สมาคมมองว่าไม่เป็นธรรม และไม่เห็นด้วยที่กรมวิชาการจะยกร่างระเบียบการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ สมาคมจึงไม่เข้าร่วมหารือด้วย

พาโชค ย้ำว่า จนกว่าจะมีการแก้ไขนิยาม หรือคำจำกัดความคำว่าพันธุ์พืชพื้นเมือง ให้เป็นไปตามหลักสากล ที่การอนุรักษ์พันธุ์พืช การแบ่งปันผลประโยชน์ การคุ้มครองพันธุ์พืช จะต้องแยกกันอย่างชัดเจน

พันธุ์พืชคุ้มครองควรจะเป็นพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ไม่ควรรวมถึงพันธุ์ที่เอกชนคิดค้นและพัฒนาได้ ซึ่งสมาคมจะเดินหน้าสู้ต่อไปเพื่อให้มีการทบทวนแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพราะทำให้เอกชนเองไม่มีกำลังใจที่จะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ดีๆ ใหม่ออกมา

“เป้าหมายสู่การเป็นฮับเมล็ดพันธุ์พืชในภูมิภาคเอเชีย ควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกันระหว่างรัฐและเอกชน ไม่ใช่เริ่มด้วยการบั่นทอนกำลังใจกัน” พาโชค สรุป

ทั้งหมดนี้คงสะท้อนภาพได้เป็นอย่างดี ระหว่างแนวคิดรัฐและเอกชน ที่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันติดจนเกิดความเป็นเอกภาพในจุดเดียวกัน แต่ก็ยังหวังว่า หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามเชื่อมความเข้าใจกันได้ในที่สุด เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยแต่ละปีธุรกิจการค้าเมล็ดพันธุ์ของไทยสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อปีที่แล้วก็ส่งออกไปได้ 3,100 ล้านบาท และในปีนี้สมาคมก็คาดหวังว่าตัวเลขการค้ารวมจะโตอีกประมาณ 15% โดยเมล็ดพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงและมีมูลค่าการส่งออกสูงสุดกว่าครึ่งก็คือ เมล็ดพันธุ์พืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพด รองลงมาคือ เมล็ดพันธุ์ผัก

นี่ขนาดความเห็นไม่ลงตัว ธุรกิจยังไปได้สวยขนาดนี้ ถ้าเจรจาประสานความร่วมมือกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ฮับเอเชียเท่านั้นที่ไทยจะไปถึง นอกภูมิภาคก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี