
ศุภลัยชี้อสังหายังโต 6-10 %คุมสินเชื่อไม่กระเทือนตลาด
ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ศุภาลัย ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้จะเติบโตประมาณ 6-10%
ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ศุภาลัย ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้จะเติบโตประมาณ 6-10%
โดยที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมจะยังมีสัดส่วนตลาดที่สูงที่สุดอยู่เช่นเดิม เพราะการใช้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไป จากขนาดครอบครัวเล็กลง คนรับใช้ที่หายากขึ้น
ขณะที่การอยู่คอนโดมิเนียมในเมืองมีความสะดวกกว่า จากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า มีความปลอดภัยกว่า และมีทัศนียภาพที่ดีกว่าด้วย ความนิยมในการซื้อคอนโดมิเนียมจึงยังมีอย่างต่อเนื่อง
ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นถ้าน้ำมันลดราคาลง และบางทำเลปัญหาการเดินทางอาจถูกแก้ด้วยระบบขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้าได้ เป็นวิถีทางปรับให้อุปทาน–อุปสงค์ที่อยู่อาศัย (SupplyDemand) ในตลาดมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น
ภาวะอุปทานล้นตลาดหรือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์คงจะยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในช่วงสั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ประกอบการทุกรายต้องระมัดระวังและปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเพื่อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
สำหรับมาตรการคุมสินเชื่อคอนโด มิเนียมที่มองว่าจะส่งผลลบต่อตลาดที่อยู่อาศัยนั้น ในความเป็นจริงอาจยังผลดีต่อตลาดโดยรวมในเรื่องของการป้องกันการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้เห็นความต้องการที่เกิดขึ้นจะเป็นความต้องการของตลาดที่แท้จริง
ส่วนมาตรการคุมสินเชื่อของที่อยู่อาศัยแนวราบนั้นจะเริ่มประกาศใช้ในช่วงเดือน ม.ค. ปี 2555 ซึ่งมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงอะไร เนื่องจากมีช่วงเวลาให้ผู้บริโภคปรับตัว โดยการขายแบบ Presale มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถทยอยจ่ายเงินดาวน์ 36 เดือน เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อที่ลดลง
ในส่วนของผู้ประกอบการเองจะต้องวางแผนเพื่อรับกับสถานการณ์ด้านต้นทุนการก่อสร้างที่อาจปรับราคาสูงขึ้น ด้วยเหตุผลที่ปัจจุบันราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น ผนวกกับค่าแรงและวัสดุก่อสร้างที่เปลี่ยนไป ซึ่งน่าจะส่งผลกับการปรับตัวขึ้นของราคาขายที่อยู่อาศัยโดยรวม
ในมุมของปัจจัยบวกที่ยังคงมีต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย นั่นคือแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องตามการขยายเมืองที่มุ่งหน้าไปยังกรุงเทพฯ รอบนอกและปริมณฑลมากขึ้น
นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้วางแผนการดำเนินการ ออกมาตรการทางภาษีเพื่อเชิญชวนให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสำนักงานและเคลื่อนย้ายทุนเข้ามาในประเทศ จะส่งผลต่อการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับบริษัทมหาชนคงมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้นเช่นเดิม เพราะปัจจุบันบริษัทมหาชนหลายรายได้หันมาพัฒนาโครงการในราคาที่ต่ำลง คือเน้นสินค้าราคา 1-2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดหลักของตลาด โดยใช้ความได้เปรียบไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกกว่า 2-3%
นอกจากนี้ ยังได้เปรียบเชิงปริมาณ (Economy of Scale) การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การมีชื่อเสียงของสินค้าเป็นตรารับประกันความน่าเชื่อถือได้ ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกซื้อจากบริษัทจดทะเบียนมากกว่า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเหลือน้อยลงในตลาด







