
คลังคัดที่ปรึกษาโละ50หุ้นไม่กำไรทิ้ง
เน้นที่ถือครองไม่ถึง50%ก่อนมีทั้งขายทอดตลาดและเจาะจง
เน้นที่ถือครองไม่ถึง50%ก่อนมีทั้งขายทอดตลาดและเจาะจง
สคร.ตั้งที่ปรึกษาลุยโละหุ้นที่คลังถือนอกตลาดหุ้นกว่า 50 ตัว เล็งได้ข้อสรุปชัดเจน เม.ย.นี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคร.อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจำหน่ายหลักทรัพย์ของรัฐ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้มีการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ต่ำกว่า 50% โดยเป็นหลักทรัพย์ที่ได้มาจากการยึดทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ที่ได้มาโดยนิติเหตุ
นอกจากนี้ ยังมีหลักทรัพย์ที่ได้รับโอนมาจากส่วนราชการอื่นเนื่องจากหมดความจำเป็นตามนโยบายรัฐและหลักทรัพย์อื่นที่รัฐไม่มีความจำเป็นต้องถือไว้ โดยคาดว่าน่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือน เม.ย. 2554
ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถืออยู่และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ที่ถืออยู่ 5% บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ หรือช่อง 7 ถืออยู่ 4% และหลักทรัพย์ที่ได้มาจากการยึดทรัพย์สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร โดยรวมทั้งสิ้นกว่า 50 หลักทรัพย์ มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐจึงจำเป็นต้องมีการจำหน่ายออกไป
นายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินการของ สคร. ว่ามีหลักทรัพย์ตัวใดบ้างที่เข้าข่ายสามารถดำเนินการได้ และหลังจากนั้นจะมีการตั้งที่ปรึกษาขึ้นมาดำเนินการอย่างชัดเจนอีกครั้ง เพื่อศึกษาถึงการกำหนดราคาขาย ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ และวิธีการขายว่าจะเป็นการขายแบบทอดตลาด หรือขายแบบเฉพาะเจาะจง รวมถึงการขายคืนให้กับเจ้าของหลักทรัพย์เดิม เพราะที่ผ่านมาก็มีเจ้าของหลัก ทรัพย์เดิมที่ติดต่อเข้ามาว่าจะขอซื้อหลักทรัพย์กลับไป
นอกจากนี้ สคร.ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการแก้ระเบียบกระทรวงการคลังและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งจะทำให้ สคร.สามารถดำเนินการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างคล่องตัวขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้การซื้อขายหลักทรัพย์จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นหลัก
นายสมชัย กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าหาก สคร.สามารถดำเนินการขายหลักทรัพย์ตามเกณฑ์ที่ ครม.อนุมัติได้แล้วจะนำเงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้ากองทุนบริหารหลักทรัพย์ของรัฐ ซึ่งปัจจุบันกองทุนดังกล่าวมีมูลค่า 300 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการและลงทุนในหลักทรัพย์







