
เงินบทแข็งค่านักลงทุนกลับเข้าซื้อหนาแน่น
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.-1 เม.ย. 2554) เงินบาทเริ่มต้นที่ระดับ 30.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.-1 เม.ย. 2554) เงินบาทเริ่มต้นที่ระดับ 30.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ทรงตัวจากช่วงปลายสัปดาห์และยังคงปรับตัวในกรอบแคบ ขณะที่นักลงทุนกลับเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงสั้นและขายสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะเดียวกันเงินบาทยังได้รับปัจจัยลบเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ หลังเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อ ตามด้วยการแสดงความเห็นของนายเจม บุลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ ที่ออกมาระบุว่า การขยายระยะเวลาการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอาจจะทำให้เกิดกับดักสภาพคล่อง ซึ่งการส่งสัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งสวนทางกับสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าลงในวันทำการแรกของสัปดาห์ เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับตัวลงแตะระดับ 30.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับตัวตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคแล้ว เงินบาทยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายเดือน หรือ Month End Demand ของกลุ่มผู้นำเข้าและบริษัทต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า โดยร่วงลงไปที่ระดับ 30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันอังคาร ก่อนปรับตัวในกรอบแคบๆ ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง อีกทั้งนักลงทุนยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาชี้นำตลาด สัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาไปที่ผลการทดสอบภาวะวิกฤตธนาคารในสหภาพยุโรปในวันพฤหัสบดีและตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์
ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาททรงตัวที่ระดับ 30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามทิศทางสกุลเงินภูมิภาค หลังเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นจากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นจากช่วงกลางสัปดาห์ โดยอยู่ที่ระดับ 30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่จะประกาศในวันศุกร์นี้จะออกมาดี หลังจากในช่วงกลางสัปดาห์ ADP Employer Service รายงานว่า ภาคเอกชนสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.01 แสนตำแหน่งในเดือน มี.ค. และเป็นการเพิ่มขึ้นในระดับ 2 แสนตำแหน่งเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของสหรัฐกำลังปรับตัวดีขึ้น
ปัจจัยบวกดังกล่าวทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ภูมิภาค เห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชีย รวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่ดีดตัวขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้ออย่างหนาแน่นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยในวันพุธและยังคงเข้าซื้อต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าแตะระดับ 30.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงบ่าย ขณะที่การเข้าแทรกแซงตลาดของ ธปท. ในช่วงสัปดาห์นี้เริ่มลดระดับลง โดยคาดว่าทางการจะยอมให้ค่าเงินในประเทศปรับแข็งค่าขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากราคาน้ำมัน และราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวในทิศทางแข็งค่า
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐ ที่กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องยุตินโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษหรือ QE2 ส่งผลให้เงินบาทลดช่วงบวกลงโดยอยู่ที่ระดับ 30.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันศุกร์ก่อนปรับตัวในกรอบแคบในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนมีการชะลอการลงทุนเพื่อรอรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินเหรียญสหรัฐได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับทิศทางค่าเงินในช่วงสัปดาห์นี้ (4-8 เม.ย. 2554) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในช่วง 30.10-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 30.19-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า ทั้งนี้การส่งสัญญาณของผู้กำหนดนโยบายประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐ และยุโรป ถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินคาดว่าจะเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ
โดยสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาไปที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ในวันที่ 7 เม.ย. โดยเฉพาะอีซีบีว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่หลังจากเจ้าหน้าที่อีซีบีมีการส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันแรงกดดันเงินเฟ้อ เช่นเดียวกันเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกมาแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่องถึงความจำเป็นในการลดทอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE2 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในอนาคต ทั้งนี้ช่วงจังหวะเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลักนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะการลงทุน และทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนี้ m







