
โซเชียลคอมเมิร์ซ เครื่องมือฮอตยุคไซเบอร์
โซเชียล คอมเมิร์ซ หรือการต่อยอดจากโซเชียล เน็ตเวิร์ก ให้เป็นเครื่องมือทางการค้ามากขึ้น ยิ่งปัจจุบันมีผู้ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กประมาณ 9 ล้านรายในไทย
โซเชียล คอมเมิร์ซ หรือการต่อยอดจากโซเชียล เน็ตเวิร์ก ให้เป็นเครื่องมือทางการค้ามากขึ้น ยิ่งปัจจุบันมีผู้ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กประมาณ 9 ล้านรายในไทย
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
การเพิ่มเครื่องมือการตลาดเข้ามาบนโลกออนไลน์ถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งใช้เวลา 2-4 ชั่วโมงต่อวันบนอินเทอร์เน็ต ของสินค้าหรือบริการต่างๆ เริ่มมีให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนอาจจะเห็นแค่แบนเนอร์ ป๊อปอัพ ทำให้คนรับรู้ว่ามีสินค้าหรือบริการนั้นๆ อยู่เท่านั้น แต่ต่อไปนี้การทำตลาดออนไลน์จะต้องใช้หัวคิดมากกว่านั้น เพราะถ้าทำได้ดีพอ อาจปิดการขายได้เลยทีเดียว
น.ส.อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย หนึ่งในออนไลน์เอเยนซี กล่าวว่า ปีนี้จะเห็นสิ่งที่เรียกว่า โซเชียล คอมเมิร์ซ หรือการต่อยอดจากโซเชียล เน็ตเวิร์ก ให้เป็นเครื่องมือทางการค้ามากขึ้น ยิ่งปัจจุบันมีผู้ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กประมาณ 9 ล้านรายในไทย แต่ความจริงแล้วช่องทางนี้พิเศษ เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกขอแค่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถเห็นโฆษณานี้ได้เช่นกัน
การทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียล คอมเมิร์ซ ต้องออกแบบหน้าตาให้ดูดี สะดุดตา ประทับใจ และต้องแข่งขันกับเว็บไซต์จากต่างประเทศด้วย เพราะผู้บริโภคเก่งมากขึ้น มีการเข้าดูหลายๆ แห่ง ดังนั้นเว็บไซต์ของไทยต้องไม่ด้อยกว่าต่างประเทศ ต้องมีข้อมูลที่พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย และที่สำคัญต้องเข้าดูได้จากหลากหลายอุปกรณ์ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ก็ต้องเข้าได้ และต้องมีการปรับให้สอดคล้องด้วย
สำหรับแนวโน้มของประเภทสินค้าและบริการ ที่คาดว่าจะหันมาลงทุนผ่านการตลาดออนไลน์มากขึ้น อันดับแรกคือ สินค้าอุปโภคบริโภค เพราะเป็นสินค้าตลาดทั่วไปจึงเป็นเรื่องปกติที่จะหันมาใช้ด้านออนไลน์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว อันดับ 2 เครื่องสำอาง เพราะปริมาณผู้หญิงเล่นอินเทอร์เน็ตมีกว่า 55% และมีปริมาณการซื้อผ่านออนไลน์มากกว่าผู้ชายด้วย อันดับ 3 ยานยนต์ แม้ส่วนใหญ่จะเน้นเก็บข้อมูล รับลงทะเบียนทดสอบรถ แต่ในต่างประเทศสามารถจองและปิดการขายผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว อันดับ 4 อสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นกลุ่มที่มาแรงมาก และอันดับ 5 ที่จะเห็นมากขึ้นในปีนี้คือ สถาบันการเงิน
“ทั้ง 5 สินค้า จะเป็นผู้นำในการนำการตลาดออนไลน์ไปใช้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคและแปรเปลี่ยนเป็นยอดขายในที่สุด อีกหนึ่งสินค้าที่น่าจับตามองคือ กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก ในการดึงคนมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ยิ่งโฆษณาทางโทรทัศน์ทำได้จำกัด ทางเว็บไซต์ยิ่งเป็นทางออกที่เปิดกว้าง” น.ส.อุไรพร กล่าว
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการนำการตลาดออนไลน์มาใช้อย่างได้ผล โดยกลุ่มผู้นำอย่าง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค, แสนสิริ, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ มีการใช้สูงมาก
นายวสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการสายงานบริหารโครงการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า เพอร์เฟคมีการใช้การตลาดออนไลน์และออฟไลน์มาเชื่อมเข้าด้วยกัน เช่น โฆษณาโทรทัศน์ หรือแผ่นบิลบอร์ด จะชี้ให้เห็นว่าตัวเลข 1375 คอลเซ็นเตอร์มีความสำคัญ และในเว็บไซต์จะต้องนำตัวเลขนี้มาใช้ลงทะเบียน ซึ่งหากใครไม่เคยเห็นโฆษณาจริงๆ ก็สามารถคลิกลิงก์ไปดูที่ยูทูบได้ เป็นความพยายามสร้างการรับรู้มากขึ้น และผู้ที่ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างออกไปด้วย
ปี 2553 เพอร์เฟคทำโครงการไซเบอร์ดีล ขายบ้านทางออนไลน์โดยเฉพาะ ตลอดทั้งปีสามารถขายได้เกือบ 100 หลัง ถือว่าเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อบ้าน เพราะออนไลน์สามารถดึงคนที่มีความสนใจอยากซื้อจริงๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 1,000 รายที่ลงทะเบียนสนใจเข้าชมโครงการอื่นๆ โดยมีกว่า 500 รายที่มาชมโครงการจริง และประมาณ 30% มีการซื้อจริง นี่เป็นการจุดประกายให้เพอร์เฟค ตัดสินใจมีการเสนอขายเฉพาะบนออนไลน์ด้วย
“ต้นปีที่ผ่านมา มีการทำไซเบอร์ดีลอีกครั้ง สามารถขายบ้านได้ 10 หลัง เป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาทภายในสัปดาห์เดียว นี่เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจน ปีที่ผ่านมายอดขายออนไลน์คิดเป็น 10% ของยอดขายทั้งหมด และในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 15% แต่สิ่งที่ได้มากกว่ายอดขายคือ การสร้างลูกค้าในอนาคต” นายวสันต์ กล่าว
การสร้างลูกค้าในอนาคตเป็นเรื่องของความไว้วางใจ เพอร์เฟค ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก คือเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เป็นช่องทางในการพูดคุยกับลูกค้าและลูกบ้านที่อาศัยอยู่ในโครงการต่างๆ ของเพอร์เฟค มีการตอบคำถามให้ความรู้ การแต่งบ้าน ฮวงจุ้ย มีการจัดกิจกรรมให้ลูกค้า และไม่พูดถึงการขายเลย เป็นการสร้างแบรนด์และความสัมพันธ์ที่ดีล้วนๆ
นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะสนุกมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวนำเครื่องมือออนไลน์ไปใช้มากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายต่ำ ประสิทธิภาพสูง สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาและวัดผลได้ เดิมมีการใช้ประมาณ 5-6 ราย แต่ปีนี้เชื่อว่าอย่างน้อยท็อปเทนต้องหันมาใช้แน่นอน







