posttoday
สถานการณ์โปรตุเกสและการลงทุน

สถานการณ์โปรตุเกสและการลงทุน

01 เมษายน 2554

ปัจจุบันสถานการณ์การเงินการคลังในยุโรปกำลังกลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุน

ปัจจุบันสถานการณ์การเงินการคลังในยุโรปกำลังกลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุน

โดยเฉพาะหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรีโปรตุเกส เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการที่ไม่สามารถผลักดันให้มีการปรับลดรายจ่ายงบประมาณภาครัฐลงได้ ทำให้ความเสี่ยงที่ว่าโปรตุเกสจะต้องเข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและสหภาพการเงินยุโรปนั้นสูงยิ่ง แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสควรใส่ใจ คือ มีความเสี่ยงมากแค่ไหนที่รัฐบาลโปรตุเกสจะผิดนัดชำระหนี้ ไม่ใช่มุ่งความสนใจไปยังเศรษฐกิจมหภาค

คำตอบของผม คือ มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่พันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสที่ครบกำหนดก่อนปี 2556 จะผิดนัดชำระหนี้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจของโปรตุเกสจากนี้ไป มีแนวโน้มหดตัวและตกต่ำยาวนาน แต่ควรเข้าใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่ได้กระทบต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโปรตุเกสจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดหาเงินกู้ในเดือน เม.ย. และ มิ.ย.ปีนี้ 9,200 ล้านยูโร ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ตลาดคาดว่าโปรตุเกสจะต้องยอมรับความช่วยเหลือทางการเงิน(อย่าลืมว่าประเทศไทยหรือเกาหลีใต้ในช่วงปี 2540 ก็เคยรับความช่วยเหลือจาก IMF มาแล้วเช่นเดียวกัน แต่ทั้ง 2 ประเทศไม่ได้มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น) เพราะดอกเบี้ยที่รัฐบาลโปรตุเกสจ่ายให้นักลงทุนสูงเกินไป หรือไม่สามารถกู้ยืมจากตลาดได้เพราะความไม่ชัดเจนของผู้นำยุโรปเนื่องจากต้องรอให้การเลือกตั้งท้องถิ่นผ่านพ้นไปก่อนจึงจะออกมาตรการเบ็ดเสร็จเพื่อแก้ปัญหา

แต่การที่โปรตุเกสเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพการเงินยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโรซึ่งมีสมาชิก 17 ประเทศ ทำให้สหภาพการเงินยุโรปจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลโปรตุเกส เพราะถ้าปล่อยให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ จะส่งกระทบในวงกว้างที่รุนแรงมหาศาล โดยเฉพาะการหมดความมั่นใจในเงินยูโร ผลที่ตามมาจะสร้างความเสียหายทางการเงินมากกว่าวงเงินในการเข้าไปช่วยเหลือโปรตุเกสหลายเท่า โดยเฉพาะถ้าลุกลามยังสเปน อิตาลี และกระทบถึงความมั่นคงของการรวมกลุ่มทางการเงินของยุโรป จนอาจทำให้สหภาพยุโรป (EU) พังครืนลงมาได้

ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ยุโรปไม่มีทางปล่อยให้สกุลเงินยูโรที่ใช้ความพยายามมากว่า 50 ปีต้องจบสิ้นลงไป แต่ก็ไม่อยากให้ปัญหาหนี้สินสาธารณะของประเทศสมาชิกอยู่ในระดับสูงอย่างในปัจจุบัน ควบคู่กันไปผู้นำการเมืองของเยอรมนีก็ไม่ต้องการแสดงท่าทีประนีประนอมในการตัดลดงบประมาณของสมาชิกที่มีการคลังอ่อนแออย่างโปรตุเกส สเปน เพราะจะสร้างผลเสียต่อคะแนนเสียงในประเทศ

สิ่งที่ผู้นำเยอรมนีและผู้นำประเทศอื่นที่ใช้เงินยูโรจะดำเนินการ คือ กดดันให้ประเทศสมาชิกปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐลง และจัดตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป หรือ ESM ซึ่งเป็นกลไกถาวรที่จะนำมาใช้ในปี 2556 แทนกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป หรือ EFSF ที่ทำหน้าที่ชั่วคราวในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ตลาดกังวลอยู่ที่กรณี ESM ให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหา ESM มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้อื่น ขณะที่ EFSF มีสิทธิรับชำระหนี้เท่าเทียมกับรายอื่น เมื่อ ESM เข้ามาทำหน้าที่ จึงกังวลว่าอาจปล่อยให้มีการผิดชำระหนี้เกิดขึ้น

ผลจากการประชุมของสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 24-25 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ ESM มีสิทธิรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ นอกจาก IMF ตามที่ตลาดคาดการณ์

ผมประเมินว่าการปล่อยให้มีการผิดชำระหนี้เกิดขึ้น จะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่สหภาพยุโรปจะได้รับ ซึ่งความไม่แน่นอนของรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือของ ESM จะส่งผลกระทบเฉพาะตราสารหนี้ที่หมดอายุหลังกลางปี 2556 ซึ่ง ESM เข้ามาทำหน้าที่แทน EFSF แล้วเท่านั้น

ดังนั้น นักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ของรัฐบาลโปรตุเกสที่ครบกำหนดก่อนปี 2556 จะยังปลอดภัย แต่สิ่งที่ประชาชนโปรตุเกสต้องเผชิญต่อไป คือ มาตรการรัดเข็มขัดภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโปรตุเกสหดตัวในปีนี้ โดยประเมินว่าจะหดตัว 0.9% และในปีหน้าจะกลับมาขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่ 0.5%

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ