
วัดฝีมือ โชน โสภณพนิช ปั้นกรุงเทพประกันภัย
ถูกส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับอีกหนึ่งธุรกิจของตระกูล “โสภณพนิช”
ถูกส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับอีกหนึ่งธุรกิจของตระกูล “โสภณพนิช”
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ถูกส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับอีกหนึ่งธุรกิจของตระกูล “โสภณพนิช” อย่างบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต เมื่อได้มีการแต่งตั้งให้ “โชน โสภณพนิช” บุตรชายวัย 37 ปี ของ “เชิดชู โสภณพนิช” ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต ให้เข้ามารับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของกรุงเทพประกันชีวิต ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แทนที่ “ชาญ วรรธนะกุล” มืออาชีพที่รับจ้างบริหารให้กับกรุงเทพประกันชีวิตมายาวนาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งนับตั้งแต่บริษัทก่อตั้งมาได้ครบรอบ 60 ปี
โชน กล่าวว่า เป้าหมายในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า บริษัทต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้ติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ให้ได้ ซึ่งจะต้องไม่วัดกันที่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดถึงความพึงพอใจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และมุ่งเน้นสร้างความมีเสถียรภาพด้านการเงินให้เติบโตมั่นคงด้วย ซึ่งในปี 2553 บริษัทก็ทำได้ดีมาก มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 4 มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 9% และมีการเติบโตของธุรกิจถึง 31%
ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าอยู่ 1.11 ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นทุนประกันรวม 4.49 แสนล้านบาท และมีสินทรัพย์อยู่ถึง 8.87 หมื่นล้านบาท แผนการลงทุนส่วนใหญ่กว่า 80% เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก ขณะที่หุ้นสามัญลงทุนประมาณ 10% เป็นการเน้นลงทุนระยะยาว โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ส่วนที่เหลือก็ลงทุนด้านอื่นๆ ซึ่งหัวใจหลักในการลงทุน คือ ความปลอดภัยของเงินที่ลงทุน ต้องให้บริษัทสามารถชำระเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ให้กับลูกค้าได้อย่างไม่มีปัญหา แม้ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าทำเบี้ยรับรวมให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะเติบโตประมาณ 18.7% ซึ่งกลยุทธ์หลักยังคงเน้นขยายทุกช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางผ่านธนาคารกรุงเทพ หรือแบงก์แอสชัวรันส์ และช่องทางตัวแทน
ในปีที่ผ่านมา สัดส่วนเบี้ยรับปีแรกผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์มากถึง 80% และช่องทางตัวแทน 20% ขณะที่ภาพรวมของเบี้ยต่ออายุจะมาจากแบงก์แอสชัวรันส์ในสัดส่วน 55% และจากตัวแทน 45% ซึ่งหากเป็นฐานลูกค้าธนาคารจะได้เบี้ยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อราย ขณะที่ฐานลูกค้าทั่วไปเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 12 หมื่นบาทต่อราย โดยคาดว่าในปีนี้ก็ยังมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ขณะเดียวกัน ด้านการพัฒนาสินค้าก็จะมีแบบประกันใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขายสินค้าร่วมกันกับพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ บริษัท กรุงเทพประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถตอบสนองตรงกับความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายได้มากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าพัฒนาตัวแทนที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินแบบครบวงจรขายได้ทุกสินค้า ให้เพิ่มขึ้นปีละ 20% จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 100 คน และพัฒนาตัวแทนทั่วไปที่มีอยู่ประมาณ 7,0008,000 คน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจะสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตยังคงเติบโตได้ต่อไปในปีนี้ ทั้งในเรื่องช่องว่างของคนไทยที่ยังเข้าถึงประกันชีวิตค่อนข้างต่ำ มีสัดส่วนคนไทยถือกรมธรรม์เพียง 28% เท่านั้น ขณะที่ คปภ.ตั้งเป้าอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องเพิ่มเป็น 40% ให้ได้ จึงยังมีโอกาสที่ธุรกิจประกันชีวิตจะเข้าไปขยายตลาดได้อีกมาก และยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติที่มีมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญในการทำประกันชีวิตมากขึ้น รวมถึงเรื่องการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เหลือ 50 ล้านบาท ในเดือน ส.ค.นี้ ก็อาจทำให้ผู้ที่มีเงินฝากเกินความคุ้มครอง กระจายเงินออมบางส่วนมาลงทุนในประกันชีวิตด้วย และยังมีมาตรการส่งเสริมด้านสิทธิลดหย่อนภาษีที่จะเป็นตัวกระตุ้นอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ด้านปัจจัยลบที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจทำประกันชีวิตน้อยลง ก็คงเป็นเรื่องของค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวยังใกล้เคียงกันมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ไม่สูงอย่างที่คาดการณ์ไว้
คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสุดท้ายแล้วอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่จาก ตระกูล “โสภณพนิช” รุ่นที่ 3 จะฝากฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ประจักษ์ในแวดวงธุรกิจประกันชีวิตได้หรือไม่ เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งของคนในตระกูล “โสภณพนิช” ที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคำว่า “รวย” เพียงอย่างเดียว







