posttoday
ห้องความรู้ กองทุนรวมบัวหลวง

ห้องความรู้ กองทุนรวมบัวหลวง

31 มีนาคม 2554

เมื่อการฝากเงินมีความเสี่ยง

เมื่อการฝากเงินมีความเสี่ยง

โดย..กัมปนาท เกวลี

“การฝากเงินมีความเสี่ยง ผู้ฝากเงินควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจฝากเงิน”

มีความเป็นไปได้นะครับที่ธนาคารจะต้องติดคำเตือนข้างต้นไว้ ณ ที่ทำการในอนาคต แต่ถ้าได้อ่านคำเตือนนี้ในวันนี้แล้วก็จะรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล หลายท่านอาจเริ่มมีความฉงนสงสัยแต่ถ้าเราลองมาคิดดีๆ ตามหลักวิชาการจะเห็นได้ว่าการที่ผู้ฝากเงินให้เงินธนาคารกู้ยืมเงินไปประกอบธุรกิจนั่นเอง แล้วลองคิดต่อไปซิครับว่า ถ้าวันหนึ่งธนาคารไม่มีเงินมาชำระคืนในยามที่เราไปถอนเงินฝากคืนล่ะจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ ธนาคารผิดนัดชำระเงินฝาก ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ เพราะเราก็คงจะต้องงัดทุกวิถีทางที่จะเอาเงินคืนจากธนาคารพร้อมกับ (ด้วยความหวังดี) โวยวายกับญาติสนิทมิตรสหายของเราว่าธนาคารไม่มีเงินจ่ายเงินฝากเราคืน ด้วยความตกใจ ญาติสนิทมิตรสหายของเราก็จะรีบแห่กันไปถอนเงินจากธนาคาร และก็ด้วยความหวังดีอีกนั่นแหละ ญาติสนิทมิตรสหายของเราเหล่านั้นก็จะไปโวยวายกับญาติๆ ของพวกเขาอีกที และก็จะแบบนี้เป็นทอดๆ ไปเรื่อยๆ โดยธรรมชาติคนเราขี้ตกใจและตื่นกลัว (Panic) ง่ายครับ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้คนจำนวนมากรีบ (อย่างสุดชีวิต) ไปต่อคิวถอนเงินฝาก ไม่เฉพาะกับธนาคารเจ้ากรรมที่เป็นตัวต้นปัญหา แต่จะรีบแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารอื่นๆ ด้วย เนื่องจากความคลางแคลงในสถานภาพของระบบธนาคาร จนในที่สุดก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า “BankRun” ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะที่ธนาคารขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงถึงขั้นเจ๊งแบบชนิดโดมิโนล้มระเนระนาดเลยครับ

ตัวอย่าง Bank Run ในบ้านเราก็มีมาแล้วครับในช่วงปี 2540 หลังจากที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (BBC) เริ่มส่อเค้าปัญหาปล่อยสินเชื่อเกินเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงณ สิ้นปี 2537 โดยมีผู้บริหารธนาคารและที่ปรึกษาบางคนได้ฉ้อฉลปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจและนักการเมือง ทำให้ BBC มีหนี้เน่า (NPL) จำนวนมาก จนแบงก์ชาติต้องเข้าควบคุม สั่งขายหุ้นเพิ่มทุน รวมทั้งอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่ BBC จนกลายมาเป็นเหตุการณ์วิกฤตศรัทธาในวงกว้าง ประชาชนก็เลยแห่กันไปถอนเงินฝากจนทำให้ BBC เกิดภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก นี่เป็นตัวอย่างของ Bank Run ในบ้านเราครับ

แต่กระนั้นจุดกำเนิดของการรับประกันเงินฝากเพื่อป้องกันวิกฤตศรัทธาจนทำให้เกิด Bank Run ในบ้านเรามิได้เกิดจากกรณีของ BBC ครับ แต่จุดกำเนิดของการรับประกันเงินฝากในบ้านเราเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการปิดสถาบันการเงินครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 ส.ค. 2540 อีก 42 แห่ง ภายหลังมีคำสั่งปิดในครั้งแรกไปแล้ว 16 แห่ง เพื่อให้เร่งทำแผนฟื้นฟู โดยรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ด้วยการรับประกันผู้ฝากเงิน และเจ้าหนี้ที่สุจริตของสถาบันการเงินทั้งระบบ โดยมี FIDF ทำหน้าที่เป็นพระเอกของเรื่อง (ก็แพะรับบาปดีๆ นี่เอง) เข้าไปรับประกันเงินฝากและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งในขณะนั้นมียอดหนี้สินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,004,000 ล้านบาท FIDF ได้เข้ารับภาระชำระคืนเป็นเงินสดบางส่วนเป็นเงิน 4 แสนกว่าล้านบาท รวมกับภาระค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริต ซึ่งถูกย้ายไปเป็นภาระของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ และธนาคารกรุงไทย ภายใต้โครงการรับแลกเปลี่ยนตั๋วเงินของผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ตามมติคณะรัฐมนตรีอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท งานนั้น FIDF อ่วมอรทัยเลยครับ

ปัจจุบันโอกาสที่ธนาคารผิดนัดชำระเงินฝากในบ้านเราเป็นศูนย์ ซึ่งแน่นอนโอกาสที่จะเกิด “Bank Run” ในบ้านเราก็มีเปอร์เซ็นต์ต่ำลง เนื่องจากมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่รับไม้ต่อจาก FIDF ทำหน้าที่รับประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน ดังนั้นเราจึงอุ่นใจกับการฝากเงินที่ยังคงไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ ส่วน FIDF นั้นมีกำหนดจะปิดตัวลงตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากใน ส.ค. 2555

แต่เป็นที่น่าเศร้าใจ (หรือน่ายินดีก็ไม่รู้) คือตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2554 เป็นต้นไป พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากกำหนดให้การรับประกันเงินฝากเป็นแบบจำกัดจำนวน แทนการรับประกันเงินฝากเต็มจำนวน โดยจะลดความคุ้มครองลงเหลือสูงสุดรายละไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2555 เป็นต้นไป จะลดลงเหลือสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ในกรณีสถาบันการเงินถูกปิดกิจการลง สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเข้ามาทำหน้าที่จ่ายเงินฝากคืน (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ให้แก่ผู้ฝากเงินภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่สถาบันการเงินถูกปิดกิจการลง (ผู้ฝากเงินไม่ต้องรอการชำระบัญชี) ส่วนเงินฝากในจำนวนที่เกินกว่าวงเงินคุ้มครองผู้ฝากจะต้องรอการชำระบัญชี ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับคืนไม่ครบเต็มจำนวน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการฝากเงินจะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระ และถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงประเภทหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แตกต่างไปจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน แต่จะจำกัดเฉพาะเงินฝากในส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ได้รับความคุ้มครอง

มาถึงจุดนี้ หลายท่านคงคิดในใจว่า อ้าวทำไมไปเปลี่ยนให้มันแย่ลงล่ะ ของเก่าก็ดีอยู่แล้ว?

ตามความคิดผมแล้ว ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมดทีเดียวนะครับ ทุกอย่างในโลกนี้ มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย แต่ที่แน่ๆ การรับประกันเงินฝากเป็นการบิดเบือนกลไกของตลาดการเงิน และยังอาจก่อให้เกิดปัญหาภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ซึ่งไว้มีโอกาสผมจะอธิบายให้ฟังว่ามันคืออะไรครับ

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน