
ครึ่งปีแรกดอกยืนยิ้ม3%แนะล็อกเงินลงทุน6เดือน
ทิสโก้คาดดอกเบี้ยนโยบายแตะ 3%
ทิสโก้คาดดอกเบี้ยนโยบายแตะ 3%
ในครึ่งปีแรก ก่อนทรงตัวจนถึงสิ้นปี เชื่อไตรมาส 2 เงินฝากแข่งดุ แนะลูกค้าลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน รับดอกขาขึ้น
นายพิชา รัตนธรรม หัวหน้าสายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 3-4% ภายในช่วงไตรมาส 2 จากผลกระทบด้านราคาน้ำมันโลกและราคาสินค้าเกษตร จึงคาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 3% ภายในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากของสถาบันการเงินในไตรมาส 2 ทวีความรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง ตามทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่จะเริ่มลดลง หลังจากปัญหาความไม่สงบในแอฟริกาเหนือและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นมีแนวโน้มคลี่คลายลงใน 2-3 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันโลกและสินค้าเกษตรกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ดังนั้น จึงคาดว่า กนง.จะตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ไปจนถึงสิ้นปี เพราะหากเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายก็ไม่มีความจำเป็นต้องขยับดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อระดมเงินฝาก
นายพิชา กล่าวว่า จากปัจจัยข้างต้นธนาคารจึงแนะนำให้กลุ่มลูกค้าธนบดีที่มีการลงทุนขั้นต่ำตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เน้นการลงทุนในเดือน เม.ย. อยู่ในกลุ่มตราสารหนี้และเงินฝากระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
นอกจากนี้ยังควรเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นจีนที่คาดว่าจะมีขนาดเพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 30%
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่า 10% ต่อปี ในช่วงนี้ควรมีการปรับพอร์ตการลงทุนโดยเน้นไปที่กลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่า 50% แต่หากไม่ต้องการเสี่ยงมากและได้ผลตอบแทนมากกว่าระดับเงินเฟ้อเล็กน้อยที่ 5-7% ก็ควรลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 30% และเน้นไปที่เงินฝาก ตั๋วบี/อี และพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นแทน
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารทิสโก้มีลูกค้าธนบดีอยู่แค่ 3,000 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 7-8 หมื่นล้านบาท ธนาคารจึงตั้งเป้าขยายฐานกลุ่มลูกค้าธนบดีในปีนี้ขึ้นเป็น 6,000 ราย
แหล่งข่าวธนาคารทหารไทยคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะยืนในระดับ 3.25% และหลังจากนี้ไปธนาคารจะระดมเงินฝากกันหนักขึ้น โดยเฉพาะเงินฝากระยะ 6-12 เดือน เพื่อล็อกต้นทุนเงินฝากระยะยาวให้สอดคล้องกับสินเชื่อการค้าและสินเชื่อหมุนเวียนที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ







