
ฟิลลิปแนะล็อกกำไรLTF
ซบกองทุนใช้อนุพันธ์ปิดเสี่ยงหุ้นลงลงทุนน้ำมันกรอบ96110เหรียญ
ซบกองทุนใช้อนุพันธ์ปิดเสี่ยงหุ้นลงลงทุนน้ำมันกรอบ96110เหรียญ
บล.ฟิลลิป มองหุ้นไทยแกว่งแรง กำไรเหลือน้อย แนะคนลงทุนกองทุน LTF 2 ปีล็อกกำไรในมือ ซบ LTF ผันผวนต่ำดีกว่า
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวมีทิศทางไม่ชัดเจน โดยมองส่วนต่างราคาที่จะปรับขึ้น (Upside Gain) มีจำกัดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงขาลง หลังจากดัชนีขึ้นมาแรงต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้มองว่าดัชนีที่ซื้อขายเหนือระดับ 1,000 จุด เป็นจังหวะที่ดีที่จะพิจารณาสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ไปยังกองทุน LTF ความผันผวนต่ำที่มีอนุพันธ์ช่วยปิดความเสี่ยงหุ้นขาลง
กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มสมาร์ทหุ้นระยะยาว (1 SMART LTF) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ และกองทุนเปิดเค สตราทีจิค ดีเฟ็นซีฟหุ้นระยะยาวปันผล (KSDLTF1) ของ บลจ.กสิกรไทย
“แม้ดัชนีหุ้นปีนี้มีโอกาสขึ้นถึง 1,100-1,200 จุด แต่ถ้าคนที่ลงทุนในกองทุน LTF มา 1-2 ปี ก็ได้กำไรในมือแล้ว เมื่อเทียบกับความเสี่ยงกว่าที่ดัชนีจะไปถึงเป้าในปีนี้ ก็เป็นโอกาสล็อกกำไรไว้ และลงทุนในกองทุนที่ผันผวนต่ำก่อนก็ได้” นายสานุพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปี 2553 ให้ผลตอบแทน 40% ขณะที่ปี 2552 ให้ผลตอบแทน 63%
กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นทั้ง 100% ในระบบมีเพียงกองทุนเดียวในไทย คือ กองทุนแอสเซทพลัส นิปปอนโกรท แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากแต่ยังไม่แนะนำให้ลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ชัด อีกทั้งกองทุนสภาพคล่องน้อย แม้ในแง่ของการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุนหลักจะเลือกหุ้นได้ดี ทำให้ผลตอบแทนลงน้อยกว่าหุ้นญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม หากจะกระจายลงทุนต่างประเทศ แนะนำกองทุนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มากกว่า เนื่องจากเศรษฐกิจในกลุ่มโตมากกว่ากลุ่ม G3 (สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น) ส่วนตราสารหนี้ยังเน้นตลาดเกิดใหม่เช่นกัน
สำหรับการลงทุนในระยะสั้นยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบในต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ปัญหาตะวันออกกลางและแอฟริกายังยืดเยื้อ รวมถึงปัญหาหนี้ยุโรปที่อาจย่ำแย่กว่าเดิม ทำให้คาดว่าจะเห็นสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนตามข่าว โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่คาดว่ายังอยู่ระดับสูง หากสถานการณ์ยังไม่ดีแนะเพียงเก็งกำไรระยะสั้น ขึ้นขาย ลงซื้อ กองทุนน้ำมันในกรอบ 96-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และตัดขาดทุนหากปิดต่ำกว่า 96 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล







