
เอกชนหวั่นอุตยานยนต์ไทยถูกอินโดฯแซง
เอกชนจี้รัฐบาลเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย หวั่นถูกอินโดนีเซียแซงหน้าภายใน 5 ปี
เอกชนจี้รัฐบาลเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย หวั่นถูกอินโดนีเซียแซงหน้าภายใน 5 ปี
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เปิดเผยภายในงานสัมมนาไทยแลนด์ โฟกัส 2011 ว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซีย ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย โดยในอนาคตอีก 5 ปี หากไทยไม่รักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ โอกาสที่อินโดนีเซียจะแซงหน้าไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ภูมิภาคอาเซียนแทนไทยก็มีความเป็นไปได้สูง
ทั้งนี้ เนื่องจากจำนวนประชาชนของอินโดนีเซียมาก มีชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น ความต้องการรถยนต์และจักรยานยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นสอดคล้องกันไป เพราะตลาดในประเทศใหญ่ โดยอินโดนีเซียตั้งอยู่ในอาเซียนไม่ต่างจากไทย การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ และค่าแรงต่ำ โดยในขณะนี้ความต้องการรถจักรยายนต์ของอินโดนีเซียแซงหน้าไทยไปแล้วอยู่ที่ 7 ล้านคัน ส่วนไทยอยู่ที่ 2 ล้านคัน ขณะที่ในอีก 10 ปีข้างหน้าอินโดนีเซียจะมีความต้องการรถยนต์ประมาณ 15 ล้านคัน ส่วนไทยอยู่ที่ 13.1 ล้านคัน
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างสาธารณูปโภคที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจให้ผู้ประกอบการ เช่น การส่งเสริมการสร้างสถาบันด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างสถาบันเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น ส่วนความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเอกชนโดยตรงเลยคงเป็นไปได้อยาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เอกชนค่อนข้างเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายการปรับโครงสร้างทางภาษีครั้งใหม่ หากรัฐบาลและเอกชนเจรจากันนาน เกรงว่าการลงทุนที่จะเข้ามาใหม่อาจจะหยุดชะงักลง เนื่องจากไม่มีนักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุนในสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอน แต่เรื่องการย้ายฐานการลงทุนยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจน
"การปรับโครงสร้างทางภาษีถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในรอบนี้อาจจะเร็วเกินไป เพราะเพิ่งจะมีการปรับไปก่อนหน้านี้สมัยภาษีอีโคคาร์ ซึ่งการปรับย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกรายอยู่แล้ว ตั้งแต่โครงสร้างการผลิตไปถึงโครงสร้างราคา ซึ่งจะทำให้รถยนต์ราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน และคนก็จะซื้อรถน้อยลง"นายธนาธร กล่าว
นายแมทธิว เวอร์กิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าไทยต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจะต้องปรับปรุงเรื่องการศึกษา เพราะในปัจจุบันการศึกษากระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ คุณภาพการศึกษาไม่ดี การพัฒนาคนจึงทำไม่ได้ทั่วทั้งหมด นอกจากนี้ภาครัฐควรจะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนด้านการลงทุนมากกว่านี้ เพราะการลงทุนในประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดยเอกชนมาตลอด ทำให้อัตราการเติบโตช้าถ้าเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งหากพัฒนาทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวได้ขีดความสามารถของประเทศก็จะเพิ่มขึ้น
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เป้าหมายการส่งเสริมการลงทุนในอนาคตของไทยจะไม่คำนึงถึงตัวเลขการลงทุนเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเน้นคุณภาพของโครงการที่เข้ามาลงทุนมากกว่า เพราะหลังจากนี้การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก คงจะเข้ามาลงทุนในไทยได้ยาก







