
Scc มีแต่ได้กับได้
สุกิจ อุดมศิริกุล&
สุกิจ อุดมศิริกุล&<2288;
สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมเชื่อว่านักลงทุนจะเริ่มหันมาให้ความสนใจปัจจัยในด้านเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานมากขึ้น
หลังจากให้ความสนใจกับสถานการณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและความรุนแรงในตะวันออกกลางมานานพอควร (ผมยังคงแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเชื่อว่าจะไม่จบเร็ว) ส่วนเรื่องสถานการณ์แผ่นดินไหวในพม่าซึ่งสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ และน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยทุกคนไม่ควรประมาท
ประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ผมอยากจะแนะนำให้นักลงทุนติดตามในช่วงนี้ คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ เพราะผมเชื่อว่ามีโอกาสที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น แต่คาดว่ายังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เหตุผลสำคัญ คือ ผมคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มส่งสัญญาณในการหยุดมาตรการ QE2 ก่อนกำหนด และอาจส่งสัญญาณการขายสินทรัพย์ รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่ช้านี้ โดยแนะนำให้ติดตามการประชุมของ FOMC วันที่ 2425 เม.ย.นี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น จึงยังคงไม่น่าเป็นห่วงมากนักสำหรับการลงทุนในระยะสั้น แต่ที่น่าเป็นช่วงคือการลงทุนในระยะกลาง เพราะหากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิเพื่อทำกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้นก็เป็นได้ และที่สำคัญกว่านั้น คือ หากธนาคารกลางสหรัฐเริ่มขายสินทรัพย์จะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินลดลง ซึ่งจะกระทบราคาสินทรัพย์ทั่วโลกทั้งหุ้นและทองคำ
ในด้านผลการดำเนินงาน ผมคิดว่าในช่วง 12 สัปดาห์นี้ ประเด็นในเรื่องการคาดการณ์ผลการดำเนินงานจะโดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีความคึกคักขึ้นมาก เนื่องจากเป็นช่วงการคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2554 ที่กำลังจะประกาศ ผมแนะนำว่าหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่น่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อ
สำหรับ SCC ซึ่งเป็นหุ้นที่ในสัปดาห์นี้ผมอยากจะนำมาแนะนำสำหรับการซื้อเพื่อการลงทุนระยะกลางยาว (36 เดือน) ทั้งนี้ผมคิดว่า SCC เป็นหุ้นที่น่าสนใจมากในปี 2554 เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจหลักทั้งสามส่วน ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และกระดาษ อยู่ในวัฏจักรขาขึ้น ในขณะที่ปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ การเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น พม่า ส่งผลให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น ถึงแม้ไม่ได้รับผลบวกโดยตรง แต่ก็ได้ผลบวกทางอ้อมและจิตวิทยา ในขณะที่การปิดโรงกลั่นน้ำมันในญี่ปุ่นส่งผลบวกต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ราคาปิโตรเคมีของ SCC และสุดท้ายการมีเงินสดในมือมาก ถือเป็นโอกาสสำหรับบริษัทในการเข้าซื้อกิจการที่คิดว่ามีราคาเหมาะสม
การสำหรับปัจจัยสนับสนุนลงทุนมีรายละเอียด ดังนี้
lฝ่ายวิจัย SCBS คาด SCC กำไรสุทธิไตรมาสแรกปี 2554 จำนวน 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 56% จากไตรมาสก่อนหน้า หากหักกำไรพิเศษจากการขายหุ้น PTTCH จำนวน 1 หมื่นล้านบาท ที่บันทึกไว้ในไตรมาส 4 ปี 2553 ออกไป คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในไตรมาสแรกปี 2554 ของ SCC จะมีจำนวน 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุที่ทำให้กำไรจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น เนื่องจาก 1) ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเริ่มเดินเครื่องโรงแครกเกอร์แห่งที่ 2 (MOC) ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2553 และ 2) ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจปูนซีเมนต์และธุรกิจกระดาษปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะปริมาณขายและราคาขายสูงขึ้น ขณะที่กำไรจากธุรกิจหลักที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจะได้รับปัจจัยหนุนจาก 1) ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานของธุรกิจเคมีภัณฑ์และธุรกิจกระดาษ และ 2) ปริมาณขายในธุรกิจปูนซีเมนต์และธุรกิจกระดาษมีจำนวนสูงมากตามฤดูกาล นอกจากนี้ SCC ยังจะรับรู้รายได้ดอกเบี้ย (3% ต่อปี) จากเงินที่ได้มา 4 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้น PTTCH ในไตรมาส 4 ปี 2553 ด้วย
ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ผลการดำเนินงานของ SCC มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง แม้ทุกธุรกิจจะเข้าสู่ช่วงที่มียอดขายต่ำตามฤดูกาลในไตรมาส 2 ปี 2554 แต่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2554 ของ SCC มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากจากบริษัทร่วม ในขณะเดียวกันผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2554 ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจะได้รับปัจจัยหนุนจาก 1) ปริมาณขายเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น (อัตราการใช้กำลังการผลิตของ MOC สูงขึ้น) 2) ปริมาณขายปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาปูนซีเมนต์มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุน และ 3) การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตที่โรงงานใหม่ในเวียดนามและขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนต่างราคากับต้นทุนค่อนข้างทรงตัว
ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น SCC จะได้รับผลกระทบเป็นบวกโดยสุทธิจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เนื่องจากผลผลิตเคมีภัณฑ์จะปรับตัวลดลงในระยะสั้น และจะทำให้เกิดความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในระยะยาว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าแนฟทาสุทธิ (นำเข้าแนฟทา 57% ของปริมาณแนฟทาที่ต้องการใช้ทั้งหมด) และส่งออกผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์สุทธิ ขณะที่กำลังการผลิตเอทิลีนกับโพรพิลีนของญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วน 57% ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลก ผลผลิตเคมีภัณฑ์ของญี่ปุ่นที่จะปรับตัวลดลงในระยะสั้น (เพราะสายการผลิตได้รับความเสียหายและเกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้า) จะส่งผลทำให้ส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนในระยะยาวความต้องการเร่งก่อสร้างซ่อมแซมในญี่ปุ่น (ผู้ส่งออกปูนซีเมนต์รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เพราะมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ส่วนเกิน) จะทำให้ญี่ปุ่นส่งออกปูนซีเมนต์น้อยลง ดังนั้น SCC จะได้ประโยชน์เพราะการแข่งขันทางราคาในตลาดส่งออกจะมีน้อยลง
แนะนำซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายในปี 2554 ซึ่งคำนวณด้วยวิธี Sumoftheparts ที่ 410 บาท ปัจจัยระยะสั้นที่จะช่วยกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจะมาจาก 1) กำไรจากธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกปี 2554 (ประกาศผลประกอบการวันที่ 27 เม.ย.) 2) บริษัทจะได้ประโยชน์จากผลผลิตเคมีภัณฑ์ที่จะปรับตัวลดลงในระยะสั้นและความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในระยะยาวหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น 3) กำไรจากธุรกิจหลักในระหว่างปี 25532555 มีแนวโน้มเติบโตได้ดีที่ระดับเฉลี่ย 15% ต่อปี และ 4) แนวโน้มการลงทุนใหม่ๆ เนื่องจาก SCC มีเงินสดจำนวนมากหลังขายหุ้น PTTCH
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมครับ







