
ทริสเรตติ้งเชื่อธุรกิจโทรมือถือยังโตต่อเนื่อง
ทริสเรทติ้ง มองธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่โต โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงหลัง 3 จีล่าช้าและสัมปทานใกล้สิ้นสุด
ทริสเรทติ้ง มองธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่โต โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงหลัง 3 จีล่าช้าและสัมปทานใกล้สิ้นสุด
บริษัท ทริสเรทติ้ง เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะมีรายได้เติบโต 4%-5% ในปี 2554 โดยยังคงมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักเหมือนปี 2553 คือความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านบริการสื่อสารข้อมูลและการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งนี้การแข่งขันด้านราคาในบริการสื่อสารข้อมูลน่าจะอยู่ในระดับปานกลางเนื่องจากการเติบโตทางด้านความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูง รายได้จากบริการสื่อสารข้อมูลคาดว่าจะเติบโต 20%-30% ในปี 2554 โดยในระยะสั้น การขยายตัวของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท 3 จีคาดว่ายังไม่น่าจะส่งผลบวกเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ทัง้ 3 ราย
ทริสเรทติ้งกังวลว่า ความล่าช้าในการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท 3 จี ประกอบกับอายุสัมปทานของผู้ให้บริการที่ใกล้จะหมดลงอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม และอาจทำลายความหวังที่จะสร้างการแข่งขัน อย่างเท่าเทียมในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการไม่ได้มองว่าการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันถูกจำกัดอยู่บนพื้นฐานของความสามารถเฉพาะตนอีกต่อไป ผู้ให้บริการเอกชนเริ่มมองว่าการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบธุรกิจของรัฐวิสาหกิจเจ้าของสัมปทานเป็นส่วนเสริมที่สำคัญต่อกลยุทธ์ทางการแข่งขันของตน การลงทุนโครงข่าย 3 จีของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ดูเหมือนจะมีโอกาสแซงหน้า บริษัท ทีโอที ในปี 2554 และสร้างความได้เปรียบให้พันธมิตรกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในด้านการให้บริการสื่อสารข้อมูล
นอกจาก นี้กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังสามารถที่จะเป็นเจ้าของโครงข่ายบางส่วนที่ลงทุนได้ ซึ่งก็ทำให้บริษัทมีแรงกระตุ้นทางด้านการลงทุนขยายโครงข่ายที่แตกต่างไปจากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ที่ยังต้องลงทุนภายใต้สัมปทาน Build-transfer-operate
ทั้งนี้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ก็ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะแสวงหารูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม รวมทั้ง ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเอกชนรายอื่นด้วย
นอกจากนี้ทริสเรท ติ้งยังระบุว่า โครงสร้ างของอุตสาหกรรมไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของธุรกิจประเภทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator หรือ MVNO) ในปัจจุบัน ช่องทางในการกระจายสินค้าและคุณภาพการให้บริการถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างและรักษาฐานลูกค้า ผู้ให้บริการประเภท MVNO ที่ใช้กลยุทธ์แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวมีโอกาสเผชิญปัญหาในการดึงดูดลูกค้าใหม่และการรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่
นอกจากนี้ผู้ให้บริการ MVNO ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการน้อยยังมีความเสี่ยงที่จะต้องเป็นผู้จ่ายค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charge หรือ IC) ด้วย ดังนัน้ ผู้ให้บริการ MVNO จึงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในการกำหนดอัตราค่าบริการในระดับที่สูงพอที่จะคุ้มกับค่า IC ที่ต้องจ่าย
ในขณะเดียวกัน อัตราค่าบริการก็ต้องสามารถแข่งขันกับอัตราค่าบริการของผู้ให้บริการในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำใกล้ศูนย์สำหรับการโทรในเครือข่ายเดียวกัน เนื่องจากมีผู้ให้บริการ MVNOไม่กี่รายที่มีความพร้อมแข่งขันในสภาพตลาดดังกล่าว ดังนั้น บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมจึงจำเป็นต้องร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเอกชนเพียงไม่กี่ราย และเมื่อความร่วมมือดังกล่าวแน่นแฟ้ นยิ่งขึน้ รูปแบบความสัมพันธ์ทางธุรกิจก็เริ่มจะมีลักษณะเหมือนกับ “สัมปทานกลับข้าง” มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจกลายเป็ นผู้รับผิดชอบด้านการลงทุนโครงข่ายให้แก่ผู้ให้บริการเอกชนรายหนึ่ง แทนที่ผู้ให้บริการเอกชนจะเป็นผู้รับสัมปทานและลงทุนแทนภาครัฐ
ปัญหาทางกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโทรคมนาคมสะท้อนถึงการขาดความชัดเจนในการตีความกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีที่เกินกว่าขั้นตอนและระเบียบวิธีปฏิบัติทางการเมืองจะตามทันได้ ทริสเรทติง้ กล่าวว่า การหาข้อสรุปจำเป็นต้องมีทางออกที่เป็ นทางสายกลางระหว่างภาครัฐและผู้ให้บริการเอกชน โดยที่จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการต่อสาธารณะ ซึ่งโอกาสที่จะหาข้อสรุปดังกล่าวได้นั้น เป็นไปได้น้อยมากในช่วงระยะสัน้ ถึงระยะปานกลาง โอกาสที่จะมีการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3 จีในปี 2554 มีอยู่น้อยมาก เช่นเดียวกับความสำเร็จที่มีอยู่น้อยเต็มทีในการจัดตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้งนี้ผลการเลือกในตั้ง ช่วงกลางปีนีก็จะเป็นตัวแปรที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจพลิกทิศทางของกฎระเบียบด้านโทรคมนาคมได้
ประเด็นกังวลสำหรับทริสเรทติ้งในปี 2554 คือ แผนการลงทุนขยายโครงข่าย 3จี ของกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งแม้ว่าบริษัทจะได้ประกาศแผนการเสนอขายหุ้นสามัญใหม่เพิ่มทุนมูลค่า 13,200 ล้านบาทเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 เพื่อรองรับแผนการลงทุนดังกล่าวและเพิ่มศักยภายในการให้บริการด้านข้อมูลสื่อสาร ทว่าบริษัทก็ยังคงเผชิญความเสี่ยงในเรื่องของการหาแหล่งเงินเพื่อนำมาชำระคืนหนี้ของบริษัทในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้าผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ทริสเรทติง้ จัดอันดับเครดิตในปัจจุบัน ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)(AA/Stable) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (AA-/Stable) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(BBB/Negative)







