
เร่งประกันนาข้าวยับจ่าย2พัน/ไร่
สศค.เตรียมถกสมาคมประกันคิดเบี้ยประกันความเสียหายนาข้าว รัฐช่วยจ่ายร่วมเกษตรกร
สศค.เตรียมถกสมาคมประกันคิดเบี้ยประกันความเสียหายนาข้าว รัฐช่วยจ่ายร่วมเกษตรกร
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้สั่งการให้เร่งทำประกันพืชผลทางการเกษตร โดยจะประเดิมประกันข้าวนาปีที่จะเริ่มปลูกในช่วงฤดูฝนนี้ให้กับชาวนาทั่วประเทศ
การประกันข้าวนาปีนี้ หากข้าวได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาด หรือศัตรูพืช จะได้รับการชดเชยเป็นเงินไร่ละ 2,000 บาท ในจำนวนนี้รวมกับที่รัฐบาลเคยจ่ายอยู่และไร่ละ 606 บาทด้วย
อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังจะหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยถึงเบี้ยประกันต่อไร่เป็นเงินเท่าไร โดยการจ่ายค่าเบี้ยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เกษตรกรที่ทำประกันจ่ายส่วนหนึ่ง รัฐบาลจ่ายให้ส่วนหนึ่ง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นผู้จ่ายอีกส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ ในการจ่ายเบี้ยประกันของ ธ.ก.ส.จะไม่จ่ายเป็นเงินตรงให้กับเกษตรกรแต่จะให้เป็นวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อให้เกษตรกรไปจ่ายค่าเบี้ยประกัน หรืออีกแนวทางหนึ่งคือลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สำหรับกู้ไปปลูกข้าว เพื่อเป็นมาตรการจูงใจให้เกษตรกรทำประกัน
“รมว.คลัง เร่งให้ดำเนินการทำประกันพืชผลให้เสร็จก่อนยุบสภา ก่อนการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งนอกจากช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ยังประหยัดเงินงบประมาณที่ปีนี้ต้องใช้เงิน 4,000 ล้านบาท จ่ายชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกร” นายนริศ กล่าว
บริษัทที่จะมารับทำประกัน จะมาในนามของสมาคมประกันเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยจะไปร่วมกลุ่มของบริษัทประกันเข้ามาประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกร
ก่อนหน้านี้ สศค.กำหนดพื้นที่สำหรับการทำประกันภัยข้าวไว้ 24 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ภาคเหนือ 7 จังหวัด ภาคใต้ 3 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 จังหวัด ภาคตะวันตก 1 จังหวัด และภาคกลาง 1 จังหวัด
นายนริศ กล่าวว่า การกำหนดวงเงินคุ้มครองจะต้องคิดเพิ่มเติมจากฐานวงเงินประกันภัยพืชผลเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรกรณีผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่ไร่ละ 606 บาท แต่ต้นทุนการผลิตข้าวต่อไร่ของเกษตรกรเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 บาท เมื่อหักฐานวงเงินประกันภัยพืชผลของกระทรวงเกษตรแล้ว ยังมีส่วนต่างอีกประมาณ 1,900-2,000 บาท ที่เกษตรกรยังไม่ได้คุ้มครอง ส่งผลให้บางครั้งเกษตรกรมีสภาพคล่องเหลือไม่เพียงพอสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป รัฐบาลจึงต้องการให้มีการประกันภัยเพิ่มอีก







