
ตลาดองค์กรปรับไอทีพร้อมรับเปิดเสรี
การเปิดการค้าเสรีอาเซียนเหลือเวลาอีก 4 ปี หากมองเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่บริษัทในไทยจะออกไปทำตลาดขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น...
การเปิดการค้าเสรีอาเซียนเหลือเวลาอีก 4 ปี หากมองเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่บริษัทในไทยจะออกไปทำตลาดขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น...
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังขยับเข้าสู่กำหนดเวลาการเปิดเสรีทางการค้าเข้าไปทุกขณะ สิ่งที่ต้องตระหนักคือ เรื่องการค้าไม่ใช่แค่สินค้าและบริการเท่านั้นที่สามารถข้ามพรมแดนมาถึงกันได้ แต่ยังรวมถึงแรงงานและองค์กรจำนวนมากที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เข้ามาในประเทศไทยได้ ดังนั้นจะมองคู่แข่งแค่ภายในประเทศอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว องค์กรในประเทศไทยต้องเร่งติดอาวุธเตรียมรับมือ หรืออีกนัยหนึ่งก็ต้องบุกออกไปสู่ตลาดภายนอกเช่นเดียวกัน
หากพิจารณาแล้วธุรกิจที่เข้าข่ายเปิดเสรีมาพอสมควรแล้ว คือ ธุรกิจด้านไอซีที โดยเฉพาะซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชัน ยิ่งระบบการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายมีความล้ำหน้า ระบบคลาวด์คอมพิวติงเป็นที่ยอมรับในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทำให้หลายองค์กรทั่วโลกสามารถใช้บริการซอฟต์แวร์ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และหาก|มีปัญหาก็สามารถแก้ไขจากระยะไกลได้ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยเองหลายๆ บริษัทก็รุกออกไปทำตลาดนอกประเทศเช่นกัน
หันกลับมามองในประเทศ ความพร้อมขององค์กรต่างๆ ยังถือว่าต้องมีความตระหนักและเร่งรับมือมากกว่านี้ ซึ่งทางบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั่วโลกในปีที่ผ่านมา พบว่าหลายองค์กรเริ่มพัฒนาและจัดหาบุคลากรในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก เพื่อรองรับการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมตลาดต่างๆ การมีบุคลากรที่พร้อมทำงานข้ามพรมแดนได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
พรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ของไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดเสรีอาเซียน 2015 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด นี่คือการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และเป็นความท้าทายในเชิงการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องแรงงานที่สามารถย้ายการทำงานระหว่างประเทศได้ แน่นอนว่าเหลือเวลาอีก 4 ปี ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมบุคลากรให้รู้จักการประยุกต์ทักษะด้านไอทีไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อองค์กร
นอกจากเรื่องของบุคลากรที่ต้องมีการพัฒนาทักษะ สามารถทำงานแบบไร้พรมแดนได้แล้ว องค์กรต้องมีการนำเทคโนโลยีเครือข่ายสังคมออนไลน์มาใช้สำหรับเชื่อมโยงการสื่อสารภายในองค์กร ระหว่างสาขาที่กระจายออกไปยังตลาดต่างประเทศ ต้องใช้โซลูชันด้านไอทีเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
“องค์กรในประเทศไทยเองมีจำนวนมากที่ไปลงทุนที่ประเทศจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งการจะย้ายบุคลากรแต่ละครั้งจะเป็นปัญหา เพราะเมื่อย้ายไปแล้วต้องปรับตัวได้ ทำงานได้ทันที ถือเป็นเรื่องยาก จุดนี้ไอบีเอ็มมีโซลูชันที่ช่วยในเรื่องการพัฒนาคน การพัฒนาธุรกิจ ถือเป็นการนำไอทีเข้าไปช่วยอย่างเป็นระบบตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ผล นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมรับอาเซียน 2015 ที่องค์กรไทยยังรับรู้น้อย แต่ผลกระทบมีมาก” พรรณสิรี กล่าว
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่จะเห็นการนำระบบไอทีไปใช้ก่อน คือ กลุ่มการเงินการธนาคารที่มีสาขาจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอาหารที่มีการขยายสำนักงานไปต่างประเทศ เพราะไทยมีการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปต่างประเทศมากพอสมควร หน่วยงานภาครัฐและการสาธารณสุข ซึ่งต้องเตรียมยกระดับบริการเพื่อให้กับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดชาวต่างประเทศเข้ามาใช้บริการ เป็นการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวในอีกทางหนึ่ง รวมถึงอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็เป็นธุรกิจที่จะต้องนำระบบเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เช่นกัน
การใช้เครื่องมือทางไอทีอีกประการที่เป็นแนวโน้มที่มาแรง และตอบรับกับการขยายธุรกิจ คือ การใช้การติดต่อสื่อสารในรูปแบบของวิดีโอ
ธัชพล โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการบริโภควิดีโอผ่านโครงข่ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นคอนเทนต์หลักที่มีการใช้งานผ่านออนไลน์ ยิ่งถ้าโครงข่ายไร้สายพัฒนาสู่ระดับ 3จี หรือ 4จี การใช้งานวิดีโอจะมากเป็น 2 ใน 3 ของแบนด์วิดท์ที่มี เพราะนอกจากสมาร์ตโฟนแล้ว แท็บเล็ตจะเป็นอุปกรณ์อีกส่วนที่ใช้สำหรับบริโภคคอนเทนต์ประเภทนี้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในหลายๆ อุตสาหกรรม
ตัวอย่างที่เห็นในประเทศไทย เช่น ธนาคารชั้นนำหลายแห่งที่นำระบบวิดีโอมาใช้ในการฝึกอบรมพนักงาน ใช้ในการทำตลาดออนไลน์ดิจิตอล และใช้ในการประชุมทางไกล เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น ซึ่งการทำงานร่วมกันโดยอาศัยเทคโนโลยีวิดีโอจะเป็นการพลิกโฉมการทำงาน ช่วยให้บุคลากรสามารถทำการประชุมผ่านระบบเสมือนจริงจากทุกที่ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ
กลุ่มบริการสาธารณสุขก็มีการใช้งานวิดีโอสูง โดยเฉพาะการถ่ายทอดการรักษาเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงการรักษาทางไกลที่ต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงถึงการเรียนการสอนทางไกลสำหรับสถาบันการศึกษาอีกด้วย
ทั้งนี้ ซิสโก้ได้ทำการสำรวจจากผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีวิดีโอในการทำงาน พบว่า 90% ระบุว่าช่วยประหยัดเวลาในการทำงานได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และส่วนสำคัญที่สุด คือ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางลงได้อย่างมาก ยิ่งมีสำนักงานหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ และสิ่งที่ตามมาคือ ผู้บริหารที่ไม่ต้องเดินทางสามารถใช้เวลาไปทำงานเพื่อประโยชน์กับองค์กรได้มากขึ้น
“วิดีโอคือคอนเทนต์หลักที่ประชาชนต้องการบริโภคกัน ทั้งด้านความบันเทิง ภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ ด้านการทำงาน การประชุมทางไกล การเรียนทางไกล การติดต่อสื่อสาร การทำการตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทุกอย่างคือวิดีโอทั้งหมด ไทยอาจจะยังติดอุปสรรคเรื่องโครงข่ายไร้สายที่จะเป็นตัวกระจายการใช้งานให้แพร่หลายยิ่งขึ้น แต่ด้วยโครงข่ายที่มีอยู่ผนวกกับโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นการเริ่มต้น” ธัชพล กล่าว
สำหรับซิสโก้เองมีโซลูชัน เทเลเพรเซนส์ และวิดีโอ คอนเฟอเรนซิง สำหรับให้บริการการประชุมทางไกล และเป็นระบบเปิดที่รองรับการทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาอื่นๆ แต่ทางซิสโก้เองก็เปิดตัว เซียส คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตที่จะออกมารองรับการทำงานตรงนี้เช่นกัน ซึ่งจะนำเข้ามาทำตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรในประเทศไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ จะช่วยพัฒนาการทำงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
การเปิดการค้าเสรีอาเซียนเหลือเวลาอีก 4 ปี หากมองเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่บริษัทในไทยจะออกไปทำตลาดขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่งถ้ากำลังภายในไม่แข็งแกร่งพอ นอกจากจะบุกไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไม่ได้แล้ว อาจสูญเสียพื้นที่ภายในประเทศได้เช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าลูกค้าไม่ได้สนใจว่าสินค้าและบริการจะมาจากที่ใด ขอแค่มีคุณภาพดีครบถ้วนก็เพียงพอแล้ว







