
หวั่นเกิดวิกฤตใบจอง ค่ายญี่ปุ่นเลื่อนส่งมอบรถ
ผลพวงจากโรงงานอะไหล่ในญี่ปุ่นถูกคลื่นยักษ์สึนามิทำลายเสียหาย กระทบต่อโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตาม “คำสั่งจอง” ที่กำหนดไว้
ผลพวงจากโรงงานอะไหล่ในญี่ปุ่นถูกคลื่นยักษ์สึนามิทำลายเสียหาย กระทบต่อโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตาม “คำสั่งจอง” ที่กำหนดไว้
โดยนายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้จองซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า และโตโยต้าจะได้รับรถยนต์ล่าช้าออกไปจากสถานการณ์ในญี่ปุ่น เพราะไทยใช้ชิ้นส่วนนำเข้าถึง 30%
โดยปกติแล้วการจองซื้อรถยนต์ 2 ยี่ห้อนี้จะต้องรอคิว 23 เดือนอยู่แล้ว หากล่าช้าออกไปกว่านั้น อาจทำให้เกิดการซื้อขายใบจอง เพราะความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย
เท่ากับว่าคนที่อยากได้รถยนต์เร็วก็อาจต้องซื้อใบจอง ส่วนคนไม่อยากรอนานก็ขายใบจอง เท่ากับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์จริงจะมีต้นทุนแพงขึ้น เพราะเกิดการเก็งกำไรใบจอง
อีกผลกระทบที่ตามมาคือแง่ของการลงทุนทางตรง โดยนายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ความเสียหายของญี่ปุ่นจะส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยในปีนี้หยุดการขยายตัว
เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้ในระยะสั้นไทยจะประสบปัญหาด้านการนำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ฐานการผลิตได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ชะลอตัวลง
ไม่เพียงเท่านั้นบริษัทญี่ปุ่นจะมีการขายสินทรัพย์บางส่วนในต่างประเทศเพื่อนำเงินกลับไปฟื้นฟูประเทศ ก่อนที่ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ภายใน 23 ปี เพราะปัญหาการแข็งค่าของเงินสกุลเยน ปัญหาด้านแหล่งพลังงาน และขาดแคลนแรงงาน โดยมีไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ
ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจไทยนั้น นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยยังไม่ส่งสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ หรือโอเวอร์ซัพพลายดังนั้น ธปท.ก็ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการใหม่ๆ มาควบคุมการขยายตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม จากที่เคยออกมาตรการคุมวงเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่เคยออกไปก่อนหน้านี้ ที่กำหนดให้ปล่อยกู้ที่อยู่อาศัยแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียมได้ไม่เกิน 90% และที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวได้ไม่เกิน 95%
ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน 9 มาตรการตามนโยบายประชาวิวัฒน์ ซึ่งมีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธาน พบว่าการลงทะเบียนผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างและวินใหม่ ซึ่ง กทม. ที่ปิดการลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค. มีผู้มาลงทะเบียนแยกเป็นผู้ขับขี่เดิม 5.19 หมื่นราย ผู้ขับขี่ใหม่ในวินเดิม 3.59 หมื่นราย ผู้ขับขี่ใหม่ในวินใหม่ 1.35 หมื่นราย และวินใหม่ 1,129 วิน ซึ่งขั้นตอนต่อไป กทม.จะเริ่มส่งข้อมูลให้กรมขนส่งทางบก เพื่อให้ผู้ขับขี่เดิมจำนวน 5.19 หมื่นราย ได้รับบัตรประจำตัวภายในสิ้นเดือน เม.ย.
ส่วนความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่นั้น นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้เรียกผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ที่ทุกยี่ห้อมาชี้แจง เพื่อสรุปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ให้ได้ภายใน 1 เดือน ตามคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ค่ายรถยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งทิศทางโครงสร้างภาษีใหม่จะทำให้มีอัตราภาษีน้อยลง และอิงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หากมีการปล่อยน้อยก็จะได้ลดภาษี แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องเสียภาษีเท่าเดิม หรือมากกว่า โดยจะให้ผู้ประกอบการปรับตัว 3 ปี
ทั้งนี้ โครงการสร้างภาษีใหม่ รถยนต์นั่งที่มีเครื่องยนต์ไม่เกิน 3,000 ซีซี จะเสียภาษีอัตรา 30% แต่หากเกิน 3,000 ซีซี จะเสียภาษี 50%
ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ดัดแปลงเสียเท่าเดิม 20% รถยนต์ประหยัดพลังงานทั้ง รถยนต์ E85 อัตราภาษีลบ 3% จากอัตรารถยนต์นั่ง รถยนต์ NGVOEM อัตราภาษี 20% และรถยนต์ Hybrid อัตราภาษี 10%
นอกจากนี้ยังมีภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% แต่หากปล่อยน้อยกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษีลง 5% แต่หากปล่อยอยู่ในช่วงไม่เกิน 150200 กรัมต่อกิโลเมตร ให้เสียในอัตราปกติ
ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยข่าวฮือฮา เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ออกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คุณหญิงประภา วิริยะประไพกิจ มหาเศรษฐินี ผู้ซึ่งนิตยสาร “ฟอร์บส์” จัดให้เป็นเศรษฐีไทยที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยอันดับที่ 22 ของประเทศไทย
การฟ้องล้มละลายครั้งนี้มีมูลหนี้เพียง 15 ล้านบาท เป็นหนี้จากคุณหญิงประภาไปค้ำประกัน บริษัท สหยาสูบ (ไทย) ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท แต่บริษัทล้มละลายไปเมื่อ 24 เม.ย. 2551 โดยมีธนาคารกรุงเทพ เจ้าหนี้เป็นโจทก์
โดยคุณหญิงประภาเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่หลายสิบบริษัท โดยเฉพาะบริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี
ทั้งนี้ ประกาศคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ยื่นฟ้อง ขอให้คุณหญิงประภาล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งลงวันที่ 14 ธ.ค. 2553 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของคุณหญิงประภาเด็ดขาดแล้ว หากเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน







