
ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถขยับ2.5%
“เกียรตินาคิน” เชื่อยอดเช่าซื้อรถยนต์ปีนี้แรงไม่ตกแม้ขึ้นดอกเบี้ย แต่วิตกส่งมอบรถช้าถึง 4 เดือนมากกว่า
“เกียรตินาคิน” เชื่อยอดเช่าซื้อรถยนต์ปีนี้แรงไม่ตกแม้ขึ้นดอกเบี้ย แต่วิตกส่งมอบรถช้าถึง 4 เดือนมากกว่า
นายธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยคงที่สำหรับรถใหม่ในปีนี้จะปรับขึ้นไปที่ 2.5% จากปัจจุบันที่ 2.35% แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อ เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ 0.5% จะส่งผลให้ลูกค้ามีภาระในการผ่อนเพิ่มขึ้น 2,000 บาทต่อปี หรือเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 100-200 บาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันโลกและผลกระทบจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปีชะลอตัวลง
“ปริมาณรถยนต์เริ่มขาดแคลนมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้การส่งมอบรถยนต์ในขณะนี้ค่อนข้างล่าช้า ดังนั้นต้องรอดูผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นว่าจะมีมากน้อยเพียงใด หากชิ้นส่วนและอะไหล่ขาดแคลนอาจไปซ้ำเติมให้การส่งมอบล่าช้าออกไปอีก 3-4 เดือน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีการซื้อขายใบจองเหมือนในอดีต” นายธวัชไชย กล่าว
สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคารในไตรมาสแรก เติบโตขึ้นไปแล้ว 6% จากเป้าทั้งปีที่ 16-19% ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่ายอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2 หมื่นล้านบาท จาก 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อรถใหม่ 60% และรถมือสอง 40%
ด้านสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ธนาคารจะมีการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางประมาณ 120 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยโครงการละ 100-200 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 80% และคอนโดมิเนียม 20% ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อรวมที่ 1.04 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 70% สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 15% และสินเชื่ออื่นๆ อีก 15%
ด้านนายอนุชาติ ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เช่าซื้อ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคารยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวญี่ปุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย เพราะการปล่อยสินเชื่อยังเป็นไปตามปกติ
“ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ผลิตรถยนต์ทุกยี่ห้อว่าต้องชะลอการผลิตรถยนต์ออกไปจากปกติแต่อย่างใด” นายอนุชาติ กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าหากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นในไทยมีปัญหาในการส่งมอบชิ้นส่วนจริงๆ ก็ยังสามารถหาแหล่งผลิตอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ญี่ปุ่นไปลงทุนได้อยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในไทยพึ่งพาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นประมาณ 15% เท่านั้นและส่วนใหญ่ก็เป็นอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ และ







