
ส่งสัญญาณแอลพีจีโลกส่อตึงตัว
กรมธุรกิจพลังงานส่งสัญญาณตลาดแอลพีจีโลกตึงตัว-ราคาแพง ไทยแข่งซื้อนำเข้าเดือนละ 1.1แสนตันรองรับยอดใช้ปิโตร-ขนส่งโตต่อ
กรมธุรกิจพลังงานส่งสัญญาณตลาดแอลพีจีโลกตึงตัว-ราคาแพง ไทยแข่งซื้อนำเข้าเดือนละ 1.1แสนตันรองรับยอดใช้ปิโตร-ขนส่งโตต่อ
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้พลังงานในเดือนก.พ. ว่า ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและขนส่ง ทำให้ไทยยังต้องนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ยเดือนละ 1.1 แสนตัน ซึ่งจะเริ่มมีการจัดซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้น เพราะจะเร่งจัดส่งไปให้กับญี่ปุ่นก่อน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูประเทศก่อน
ทั้งนี้ปริมาณการใช้แอลพีจีในเดือนก.พ. อยู่ที่ 4.82 แสนตัน ปรัวตัวสูงขึ้นน 22.3 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแยกเป็นการใช้ในครัวเรือน 1.99 แสนตัน ขยายตัว 6.5% ภาคอุตสาหกรรม 6.2 หมื่นตัน ขยายตัว 6.4% ภาคขนส่ง 6.1 หมื่นตัน ขยายตัว 18.4% และปิโตรเคมี 1.59 แสนตัน ขยายตัว 65% นอกจากนี้แนวโน้มราคาแอลพีจียังปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ โดยเดือนเม.ย.2554 น่าจะอยู่ที่ระดับ 850-870 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิมที่เคยคาดการณ์ราคาแอลพีจีในช่วงกลางปีจะอยู่ที่ระดับ 700 เหรียญสหรัฐ/ตันเท่านั้น
“ยอดนำเข้าแอลพีจีปีนี้ยังสูงเหมือนปีที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดสรรแอลพีจีจากโรงกลั่นในประเทศมาทดแทน 7 หมื่นตันแล้วก็ตาม เนื่องจากมีโรงปิโตรเคมีเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งหากไม่มีการดึงแอลพีจีในประเทศมาใช้ การนำเข้าเฉลี่ยจะสูงถึง 1.4 แสนตัน/เดือน ขณะเดียวกันการใช้ในภาคขนส่งก็โตเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลยังตรึงราคาแอลพีจีภาคขนส่งต่อไปนอกจากนี้ตลาดแอลพีจีจะมีการแข่งขันแย่งกันซื้อมากขึ้น เพราะกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการแอลพีจีไปทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่นในประเทศที่หายไป ”นายวีระพล กล่าว
สำหรับปริมาณการใช้น้ำมัน ในช่วง 19 วันแรกของเดือนมี.ค.การใช้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 20.7 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากเดือนก.พ.2.9% ที่มียอดการใช้อยู่ 21.3 ล้านลิตร/วัน ในขณะที่ยอดการใช้น้ำมันดีเซลรวมอยู่ที่ 56.9 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ.6.7% ที่มียอดการใช้อยู่ที่ 53.3 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากรัฐบาลยังตรึงราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 วัน และเป็นช่วงที่พืชผลการเกษตรออก มีการใช้ดีเซลเพื่อการขนส่งกันมาก
ด้านการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมีปริมาณรวมทั้งหมด 8.44 แสน บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.4% มูลค่านำเข้ารวม 7.2 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อน 0.1% โดยแบ่งเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 7.9 แสนบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 2.5% คิดเป็นมูลค่านำเข้า 6.8 หมื่นล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูป 5.4 หมื่น บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่านำเข้า 3,700 ล้านบาท โดยการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงกลั่นบางจากมีการนำเข้าน้ำมันดีเซลเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากการปิดซ่อม ในเดือนก.พ.และโรงกลั่นลดการส่งออกลง ทำให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมีปริมาณเพียง 9.3 หมื่นบาร์เรล/วัน ลดลง 43.2% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 8,500 ล้านบาท







