
ทำไมเราจึงควรลงทุนใน Asia
การลงทุนเป็นเรื่องของการมองอนาคต ไม่ใช่มองอดีต ดังนั้น การลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูง
การลงทุนเป็นเรื่องของการมองอนาคต ไม่ใช่มองอดีต ดังนั้น การลงทุนที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูง
จึงขึ้นอยู่กับการลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงและความเสี่ยงที่ต่ำ
เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคต่างๆ แล้ว ผมมีความเห็นว่า เศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ไทยเองจะเป็นภูมิภาคที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจที่สดใสที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยเหตุผลของผมสามารถประมวลได้ดังนี้
1) เศรษฐกิจเอเชียได้รับแรงผลักดันในการขยายตัวจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่คือ จีน และอินเดีย ซึ่งจากการประเมินของธนาคาร Citi พบว่าในอนาคตจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แซงเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2563 หรือ 9 ปีข้างหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจอินเดียจะแซงจีนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2593 หรือ 39 ปีข้างหน้า การที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดียจะทะยานขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกนั้น จะต้องมาจากการขยายตัวที่สูงและต่อเนื่องของจีดีพี ด้วยเหตุนี้ เป็นไปได้ว่าในเกือบ 40 ปีจากนี้ไป เศรษฐกิจเอเชียจะยังสามารถขยายตัวในอัตราที่สูงต่อเนื่องได้
ทั้งนี้ รายงานของธนาคาร Standard Chartered และธนาคาร HSBC ก็ให้ภาพเศรษฐกิจเอเชียในอนาคตที่คล้ายๆ กัน
2) โครงสร้างอายุประชากรของเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดียมีคนอยู่ในวัยทำงานจำนวนมาก ต่างจากสังคมตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปซึ่งเข้าสู่สังคมวัยชรา ทั้งนี้ พบว่าประชากรประมาณ 48% ของโลกอาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย และในอนาคตนั้นระดับรายได้ส่วนบุคคลของเอเชียจะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามการขยายตัวของจีดีพี ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศให้ขยายตัวและนำไปสู่การสร้างตลาดภายในของแต่ละประเทศในเอเชียให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ในอนาคตประเทศในเอเชียจะลดการพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศหรือตลาดในประเทศนั้นจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเอเชีย เช่นเดียวกับที่ประเทศตะวันตกได้สร้างเศรษฐกิจของตนให้แข็งแกร่งรองรับผลกระทบความผันผวนเศรษฐกิจโลกได้
3) เอเชียยังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคจำนวนมาก ซึ่งมีส่วนช่วยรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในอัตราที่สูง และช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชากรดีขึ้น
4) เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มที่จะผนึกกันเอง ผ่านข้อตกลงการค้าเสรีฉบับต่างๆ อาทิ ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเอเชียเริ่มเชื่อมโยงกันเอง และได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลักอย่างจีนและอินเดีย
นอกจากนี้ ความร่วมมือที่สำคัญในการสร้างภูมิต้านทานความผันผวนในตลาดการเงินระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกตกลงแบบพหุภาคีของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ ที่ช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศในเอเชียไม่ได้รับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าและออก ดังเช่นวิกฤติอัตราแลกเปลี่ยนที่ชาติเอเชียได้เผชิญมาในปี 2540 5) ความเสี่ยงของเอเชียที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและภูมิศาสตร์ทางการเมืองนั้นมีแนวโน้มจะคลี่คลายลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจร่วมกันของเอเชียทำให้ผลประโยชน์ของเอเชียจะผนึกกัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ความเสี่ยงในการที่ความขัดแย้งจะปะทุเป็นการใช้กำลังทหารจะอยู่ในระดับที่ต่ำ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองทวายที่พม่าจะมีส่วนช่วยในการระบายสินค้าจากฟากแอตแลนติกไปยังเอเชียแปซิฟิกอย่างสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ เมื่อคำนึงว่าจากนี้ไป ชุมทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลกจะอยู่ที่เอเชีย จะเห็นได้ว่าประเทศในเอเชียที่จะได้รับประโยชน์จาก “โครงการทวาย” จะมีมากกว่า พม่า ไทย เขมร เวียดนาม ซึ่งเป็นทางผ่านของการขนส่ง
โดยสรุปเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้มากกว่าในอดีตจากปัจจัยพื้นฐาน นอกจากนี้ ผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องพรมแดน อันเป็นผลพวงมาจากที่ตะวันตกได้สร้างขึ้นในสมัยล่าอาณานิคม







