
ผู้บริโภคไทยเปิดรับข่าวสารแบรนด์ ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กมากกว่าทั่วโลก
เมื่อเดือนที่แล้วเราได้พูดถึงผลการสำรวจ “ดิจิตอลไลฟ์”ซึ่งเป็นการศึกษาออนไลน์ระดับทั่วโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับพฤติกรรมการออนไลน์และกิจกรรมออนไลน์ของผู้บริโภค
เมื่อเดือนที่แล้วเราได้พูดถึงผลการสำรวจ “ดิจิตอลไลฟ์”ซึ่งเป็นการศึกษาออนไลน์ระดับทั่วโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับพฤติกรรมการออนไลน์และกิจกรรมออนไลน์ของผู้บริโภค
โดย ทีเอ็นเอส กรุ๊ป กลุ่มบริษัทวิจัยการตลาดตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ทำการศึกษาครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ทั่วโลกจำนวน 5 หมื่นคน จาก 46 ประเทศ สำหรับในประเทศไทยได้ทำการสำรวจในกลุ่มตัวอย่างออนไลน์จำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ และพบว่ากลุ่มตัวอย่างออนไลน์ชาวไทยผลิตเว็บคอนเทนต์มีเพื่อนออนไลน์และแชร์รูปภาพมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก เดือนนี้เรามาดูกันต่อว่าการสำรวจในหัวข้อ “ดิจิตอลไลฟ์” ยังมีประเด็นน่าสนใจเพิ่มเติมด้านใดอีกบ้าง
อินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในหลายๆ ประเทศ และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ยังไม่ขยายวงกว้างเท่าใดนัก โดยเห็นได้จากการที่ประมาณ 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างในตะวันออกกลาง/แอฟริกาเหนือ อินเดีย และประเทศต่างๆ ในกลุ่มตลาดใหม่ (ซึ่งหมายถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม) อ้างว่าตัวเองเพิ่งเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้สื่อดั้งเดิมยังคงมีบทบาทสำคัญต่อผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ แต่สำหรับชาวออนไลน์แล้วไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดก็พบว่ามีการเปิดรับสื่อดิจิตอลมากเป็นอันดับต้นๆ (83% ในยุโรปตะวันตก 82% ในอเมริกาเหนือ และ 72% ในไทย) อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ยังคิดว่าตัวเองสามารถแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ได้ดีกว่า (อินเดีย 66% ตะวันออกกลาง/แอฟริกาเหนือ 61% กลุ่มตลาดใหม่ 55% ไทย 48%)
ทางด้านของการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันนั้น พบว่ากลุ่มตัวอย่างในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ คือ กว่า 70% มีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำทุกวัน แต่กลุ่มตัวอย่างในส่วนอื่นๆ ของโลกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตทุกวันนั้นก็มีสัดส่วนของค่อนข้างสูงเช่นกัน (จีน 56% ตะวันออกกลาง/แอฟริกาเหนือ 62% กลุ่มตลาดใหม่ 42% ไทย 46%)
ทั้งนี้ การศึกษาเรื่อง “ดิจิตอลไลฟ์” ได้แบ่งประเภทผู้บริโภคออนไลน์ออกเป็น 6 กลุ่ม ตามลักษณะพฤติกรรมการออนไลน์ ได้แก่
Functionals ชาวออนไลน์กลุ่มนี้มองอินเทอร์เน็ตว่าเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งและไม่สนใจที่จะเข้าสังคมออนไลน์ ในประเทศไทยมีชาวออนไลน์กลุ่มนี้อยู่ 3%
Aspirers กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ใช้งานออนไลน์แบบพื้นฐานและต้องการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถด้านการออนไลน์ของตัวเอง เนื่องจากเห็นประโยชน์ของการออนไลน์ เพียงแต่ยังเปิดรับสื่อใหม่นี้ได้อย่างไม่เต็มที่นัก ในประเทศไทยมีชาวออนไลน์กลุ่มนี้อยู่ 10%
Networkers คนกลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทั้งระหว่างตัวเองกับผู้อื่น และระหว่างตัวเองกับแบรนด์ต่างๆ คนกลุ่มนี้นิยมการเข้าสังคมออนไลน์ จึงชื่นชอบเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก เป็นอย่างมาก ในประเทศไทยมีชาวออนไลน์กลุ่มนี้อยู่ 3%
KnowledgeSeekers ชาวออนไลน์กลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ซึ่ง 24% ของชาวออนไลน์ในประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้
Communicators คนกลุ่มนี้ชื่นชอบการพูดคุยและแสดงความเห็น รวมทั้งมีการเข้าสังคมออนไลน์ค่อนข้างมาก แต่เป็นการเข้าสังคมออนไลน์ที่จำกัดเฉพาะในกลุ่มเพื่อนฝูงของตัวเองเท่านั้น รวมถึงเป็นกลุ่มที่นิยมชมชอบการใช้สมาร์ตโฟนและไม่สามารถอยู่โดยปราศจากอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่ง 21% ของชาวออนไลน์ในไทยอยู่ในกลุ่มนี้
Influencers คนกลุ่มนี้ชอบการแสดงความเห็นและการเป็นผู้นำ จะเขียนบล็อก ทวีต เข้าสังคมออนไลน์ทุกเวลาที่ทำได้ เราจึงมักจะเห็นคนกลุ่มนี้ออนไลน์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ เป็นที่น่าสนใจว่าชาวออนไลน์ไทยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้มีมากถึง 39% ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าระดับทั่วโลก
นอกจากนี้ “ดิจิตอลไลฟ์” ยังแสดงให้เห็นว่า 67% ของชาวออนไลน์ในไทยมีการเข้าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำทุกวัน และ 41% ของชาวออนไลน์ไทยมีปฏิสัมพันธ์หรือเปิดรับข่าวสารจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยที่กลุ่มตัวอย่างมีการค้นหาข่าวสารของแบรนด์ต่างๆ ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างจริงจังและไม่รู้สึกว่าถูกแบรนด์รุกล้ำความเป็นส่วนตัว (34% ในไทยเปรียบเทียบกับ 29% ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก) โดยให้เหตุผลต่อการ “เป็นเพื่อน” กับแบรนด์ต่างๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า เพื่อรับทราบข่าวสารต่างๆ จากแบรนด์ (41% ในไทยเทียบกับ 40% ทั่วโลก) เพื่อเชื่อมต่อกับแบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบ (30% ในไทยเทียบกับ 25% ทั่วโลก) เพื่อค้นหาโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษต่างๆ (50% ในไทยเทียบกับ 41% ทั่วโลก) และเพื่อใช้แอพพลิเคชันพิเศษที่แบรนด์มีให้โดยเฉพาะ (29% ในไทยเทียบกับ 19% ทั่วโลก)
จากผลการศึกษาเรื่อง “ดิจิตอลไลฟ์” การประกอบกับแบ่งกลุ่มพฤติกรรมของชาวออนไลน์ในประเทศไทยข้างต้น ทำให้เห็นว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้เป็นจำนวนมาก โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว นักการตลาดจึงสามารถใช้สื่อใหม่นี้เพื่อประโยชน์สำหรับแบรนด์ของตัวเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถดึงดูดผู้บริโภคในกลุ่ม Influencers และ Communicators ให้ชื่นชอบแบรนด์ของตัวเองได้ ก็จะได้รับประโยชน์จากผู้บริโภคสองกลุ่มนี้ในการช่วยบอกต่อข่าวสารเกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองในเชิงบวกได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น







