
สศค.ตั้งระบบเตือนภัยการคลังมีปัญหา
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผย สศค.จัดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยด้านการคลัง หวังใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง วัดระดับความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของสถานะด้านการคลัง
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผย สศค.จัดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยด้านการคลัง หวังใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง วัดระดับความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของสถานะด้านการคลัง
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า สศค. ได้จัดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยทางด้านการคลัง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้านการคลัง และวัดระดับความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของสถานะด้านการคลัง โดยติดตามตัวชี้วัดที่มีความสามารถในการเตือนภัยวิกฤตการคลังที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ 14 ตัวชี้วัด ดังนี้
1. ตัวชี้วัดสถานะด้านการคลัง 6 ตัว ได้แก่ ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลรวม ผลการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ดุลเงินสดตามระบบบัญชีการคลัง (ไม่รวมรายจ่ายชำระต้นเงินกู้) ระดับเงินคงคลังปลายงวด สัดส่วนเงินคงคลังต่อตั๋วเงินคลังคงค้าง และการให้สินเชื่อสุทธิของ ภาคธนาคารแก่ภาคสาธารณะที่มิใช่สถาบันการเงิน
2. ตัวชี้วัดสถานะด้านเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน 8 ตัว ได้แก่ มูลค่าการส่งออก อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง อัตราส่วนหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ดุลการชำระเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมของระบบสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ สศค. ได้นำตัวชี้วัดข้างต้นมาจัดทำเป็นดัชนีรวมเตือนภัยทางด้านการคลัง ไปศึกษากับ วิกฤตในอดีต 3 เหตุการณ์ ผลออกมาค่อนข้างแม่นยำได้แก่ 1) วิกฤติการณ์ราคาน้ำมัน ครั้งที่ 1 (ช่วงปี 2519-2523) 2) วิกฤติการณ์ราคาน้ำมัน ครั้งที่ 2 (ช่วงปี 2528-2530) และ 3) วิกฤตค่าเงิน วิกฤตสถาบันการเงิน และการรับภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) (ช่วงปี 2540-2545) ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่าทั้ง 3 เหตุการณ์นำไปสู่การเกิดวิกฤตการคลังที่มีการขาดดุลงบประมาณ และการก่อหนี้ของรัฐบาลในระดับที่สูง เพื่อการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ขณะที่ผลของสัญญาณเตือนภัยใช้วัดเหตุการณ์ปัจจุบัน ในเเดือนก .พ. 2554 ดัชนีรวมมีค่าอยู่ที่ 6.74 ซึ่งถือว่าสถานะด้านการคลังอยู่ในระดับแข็งแกร่งมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งค่าดัชนีรวมฯ มีค่าเท่ากับ 100
ทั้งนี้สถานะปัจจุบัน มีตัวชี้วัดส่งสัญญาณผิดปกติ 1 ตัว คือ ดุลเงินสดตามระบบบัญชีการคลัง (ไม่รวมรายจ่ายชำระต้นเงินกู้) ซึ่งขาดดุลเกินระดับที่กำหนด แต่การขาดดุลดังกล่าวสอดคล้องกับความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการส่งสัญญาณเพียงตัวชี้วัดเดียว จึงไม่เป็นที่น่าวิตกแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตัวชี้วัดส่งสัญญาณผิดปกติพร้อมกัน 5-9 ตัว และส่งสัญญาณผิดปกติติดต่อกันเป็นระยะเวลามากกว่า 10 เดือน
นอกจากนี้ ในช่วง 24 เดือนข้างหน้า (มี.ค. 2554 – ก.พ. 2556) ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ความน่าจะเป็นในการเกิดวิกฤตการคลังมีค่าเท่ากับ 0.05 ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ซึ่งความน่าจะเป็นในการเกิดวิกฤตการคลังในระยะ 24 เดือนถัดมามีค่าอยู่ระหว่าง 0.70-0.96 เท่านั้น
นายนริศ กล่าวว่า สศค. อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสัญญาณเตือนภัยทางด้านการคลัง เพื่อให้สามารถพยากรณ์วิกฤตการคลังที่ซับซ้อน และมีสาเหตุของการเกิดวิกฤตแตกต่างจากเหตุการณ์ในอดีตได้ ซึ่งจะส่งผลให้การเตือนภัยทางด้านการคลังมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น







