
อลิอันซ์เผยเบี้ยประกันรวมภูมิภาคแตะ9.3พันล้านยูโร
อลิอันซ์ เผย เบี้ยประกันภัยรับรวมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แตะ 9.3 พันล้านยูโร หรือ 374.29 พันล้านบาท
อลิอันซ์ เผย เบี้ยประกันภัยรับรวมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แตะ 9.3 พันล้านยูโร หรือ 374.29 พันล้านบาท
สำนักงานภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกของกลุ่มอลิอันซ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัทอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต ประกาศผลประกอบการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ณ สิ้นปี 2553 ว่ารายรับในปี 2553 มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเลขถึงสองหลัก หรือ 20.7% และมีกำไรพุ่งสูงขึ้น 46% โดยมาจากธุรกิจทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
การเติบโต ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ระยะยาว จากผลการลงทุนที่ดี และจากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวมแตะ 9.3 พันล้านยูโร (หรือคิดเป็น 374.29 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 6.8 พันล้านยูโร (273.68 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราเติบโตภายในเท่ากับ 20.7%
ด้านกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มจาก 204 ล้านยูโร (8.21 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา ขึ้นมาอยู่ที่ 342 ล้านยูโร (13.76 พันล้านบาท) ในปี 2553 ซึ่งทำให้กลุ่มอลิอันซ์เองมีอัตราเติบโตภายในเพิ่มขึ้น 46% ปัจจุบัน อลิอันซ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีลูกค้าทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านราย
“เรายังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตอย่างโดดเด่นของช่วงครึ่งปีแรกได้ตลอดทั้งปี 2553 ทั้งนี้ตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ยอดเบี้ยประกันภัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเรามีการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) กว่า 3 พันล้านยูโร (120.74 พันล้านบาท) โดยมีอัตราการเติบโตทบต้นต่อปีอยู่ที่ 24.4% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นมาก” นายมานูเอล บาวเออร์ (Manuel Bauer) กรรมการบริหารของอลิอันซ์ เอสอี ซึ่งรับผิดชอบในส่วนของธุรกิจในตลาดที่กำลังเติบโต กล่าว
นายบาวเออร์ กล่าวว่ารายได้จากยอดเบี้ยประกันภัยของธุรกิจประกันชีวิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 34% ของรายได้ทั้งหมดในกลุ่มอลิอันซ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของบริษัท
ทั้งนี้ การดำเนินงานในส่วนของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2553 สามารถสร้างยอดเบี้ยประกันภัยได้สูงถึง 8.2 พันล้านยูโร (330.02 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น 21.6% เมื่อเทียบกับ 6 พันล้านยูโร (241.48 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากที่ทำได้ 135 ล้านยูโร (5.43 พันล้านบาท) ในปี 2552 มาอยู่ที่ 259 ล้านยูโร (10.42 พันล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตภายในสูงถึง 65.4%
โดยเฉพาะที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นตลาดประกันชีวิตที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มอลิอันซ์ในภูมิภาคนี้ มียอดเบี้ยประกันขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.2 พันล้านยูโร (88.54 พันล้านบาท) ในปี 2553 เมื่อเทียบกับ 1.8 พันล้านยูโร (72.44 พันล้านบาท) ในปี 2552 ขณะที่ตลาดอินโดนีเซียและญี่ปุ่นก็มีการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ส่วนที่อินเดีย แม้จะประสบกับภาวะตลาดที่ตึงตัว แต่บริษัท บาจาจ อลิอันซ์ (Bajaj Allianz) ยังคงมีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้คงที่อยู่ที่ 1.7 พันล้านยูโร (68.42 พันล้านบาท)
สำหรับ ธุรกิจประกันวินาศภัย ยังคงเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดีอย่างยั่งยืน ยอดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 พันล้านยูโร (44.27 พันล้านบาท) ในปี 2553 หรือเพิ่มขึ้น 14% จาก 841 ล้านยูโร (33.85 พันล้านบาท) ในปี 2552 โดยเบี้ยประกันภัยที่เติบโตสูงขึ้นอย่างมาก เกิดจากการเติบโตของตลาดหลักในอินเดียที่เติบโตสูงถึง 23% ขณะที่อลิอันซ์ มาเลเซียมียอดเบี้ยประกันเติบโต 10% โดยมีอัตราส่วนรวม (combined ratio)[2] ของทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 97.3% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการที่มั่นคง
นายกาเมช โกยาล (Kamesh Goyal) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานภูมิภาคของกลุ่มอลิอันซ์ในเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า เหตุผลที่ ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นอย่างมาก เพราะได้รับอิทธิพลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินระยะยาวและโปร่งใส ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองชีวิตด้วย ส่วนธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ไม่เพียงแต่เติบโตอย่างน่าประทับใจเท่านั้น ยังสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ
บริษัท ยังคงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เน้นการออมและให้ความคุ้มครองชีวิต รวมถึงยังสนับสนุนลูกค้าในด้านการวางแผนทางการเงินและวางแผนการออมเพื่อการเกษียณอีกด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัย ยังเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจสำหรับลูกค้าองค์กรและมุ่งเป้าขยายฐานไปสู่ลูกค้ารายย่อยด้วย
"สถานภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งของอลิอันซ์ ประกอบกับความเชี่ยวชาญในธุรกิจระดับโลก และความเป็นเจ้าตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้เราสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต แม้ความต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม และด้วยช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเรา ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในภูมิภาคที่กำลังเติบโตนี้ได้อย่างแน่นอน” นายกาเมช กล่าว







