posttoday
ชีวิตกับความเสี่ยงภัย

ชีวิตกับความเสี่ยงภัย

23 มีนาคม 2554

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกท่านคงเหมือนดิฉันที่เฝ้าติดตามข่าวสารของญี่ปุ่นด้วยความห่วงใยและเอาใจช่วย

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกท่านคงเหมือนดิฉันที่เฝ้าติดตามข่าวสารของญี่ปุ่นด้วยความห่วงใยและเอาใจช่วย

ในขณะที่หลายท่านที่มีแผนจะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงกรานต์ต่างก็พากันยกเลิก เพราะห่วงในความไม่แน่นอน ส่วน “ปลาดิบ” อาหารจานโปรดของใครหลายคนรวมทั้งดิฉันด้วย กลายเป็นเมนูที่เรียกว่า “เสี่ยง” ในสายตาผู้บริโภค เพราะไม่รู้มาจากแหล่งไหน ปนเปื้อนรึเปล่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่า “ภัย” อยู่ใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในความเป็นจริงแล้ว “ภัย” มีอยู่รอบตัวและใกล้ตัวเรามากเลยนะคะ แต่เรามักไม่นึกถึง จนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก กับคนสนิทชิดใกล้ หรือเพื่อนของเรานั่นแหละ เราจึงค่อยให้ความสำคัญ ความเสี่ยงภัย ซึ่งก็คือ ความไม่แน่นอน หรืออีกความหมายหนึ่งคือ โอกาสที่จะเกิดความเสียหายขึ้น ป้องกันได้ไหม?? ป้องกันได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าได้ทุกเรื่องหรือได้ทั้งหมด เช่น ถ้าเรากลัวสารกัมมันตรังสีเราก็สามารถหลีกเลี่ยงโดยการไม่เดินทางไปแถวที่มีสารรั่ว ก็เป็นการป้องกันได้ทางหนึ่ง แต่ถ้าลมพัดมาตกบ้านเรา เราก็คงป้องกันไม่ได้แล้ว ได้แต่พยายามหลบเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เห็นข่าวว่า ทำไมที่ประเทศจีนเกลือขึ้นราคาอย่างมาก เพราะประชาชนแห่ซื้อไว้ป้องกันตัวเองค่ะ

ในการใช้ชีวิตของคนเรา เราคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงตัวเองจากภัยได้ทุกอย่างค่ะ บางทีหลบก็แล้วภัยก็ยังมาถึงตัวได้ ทางหนึ่งที่จะช่วยให้ภัยบรรเทาความรุนแรงได้ ก็คือ “ความคุ้มครอง” ค่ะ ในอดีตคนส่วนใหญ่รู้สึกว่า ความคุ้มครองหรือการทำประกันภัยเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือคิดในแง่ความคุ้มค่าว่า ถ้าไม่เกิดขึ้น ดูจะไม่ “คุ้ม” สักเท่าไหร่ แต่จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวันนี้

ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงเหมือนดิฉันที่เห็นว่าความคุ้มครองเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราผ่านทุกช่วงจังหวะของชีวิตได้อย่างราบรื่น ถ้าถามว่าความคุ้มครองหลักที่ควรมีไว้เป็นเกราะบรรเทาภัยมีอะไรบ้าง แบ่งออกได้ 6 หมวดหลักค่ะ อย่างแรกเลย คือ ความคุ้มครองชีวิต เพราะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงที่สุดของเรา โดยเฉพาะท่านที่มีภาระดูแลผู้ที่อยู่ในอุปการะไม่ว่าจะเป็นลูกน้อยและเมียรัก หรือดูแลบุพการีคุณพ่อคุณแม่ ตอนเราแข็งแรงมีกำลัง เรามีความสามารถในการหารายได้ค่ะ แต่ในวันที่เราไม่อยู่หรือความสามารถในการหารายได้ของเราหมดลงซิค่ะ คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร

ความคุ้มครองชีวิตควรมีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเตรียมความพร้อมให้กับคนข้างหลังอย่างไรค่ะ เช่น คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะตั้งเป้าว่า ต้องมีทุนการศึกษาไว้ให้ลูกเรียนจบ หรือมีเงินสักก้อนไว้ให้ลูกตั้งตัว เป็นต้น

ความคุ้มครองอย่างที่สองที่ควรมี คือ คุ้มครองโรคภัยหากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ ค่ะ ดังคำกล่าวที่ว่า ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ แต่ลาภนั้นไม่ได้มีให้กับทุกคนนะค่ะ ยิ่งแก่ตัวไปโรคต่างๆ ก็เริ่มถามหา หลายท่านอาจโชคดีมีสวัสดิการรักษาพยาบาล แนะนำให้ดูว่าความคุ้มครองที่นายจ้างให้กับเราเพียงพอแล้วรึยัง ถ้าเราเจ็บป่วยจริงโรงพยาบาลไหนที่เราจะใช้บริการ ความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอกับโรงพยาบาลที่เราอยากอยู่เมื่อเจ็บป่วยรึเปล่าค่ะ ถ้าไม่พอก็อาจต้องซื้อประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรงเพิ่มเติมค่ะ

ความคุ้มครองตัวที่สาม คือ อุบัติเหตุ โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ชอบท่องเที่ยว หรือผู้ใหญ่คุณพ่อคุณแม่ ผู้สูงอายุลื่นล้มเป็นเรื่องใหญ่นะคะ แนะนำว่าควรต้องมีไว้ค่ะ

ความคุ้มครองตัวที่สี่ คือ ชดเชยรายได้ อย่างที่กล่าวตอนต้นว่า ตอนเราแข็งแรงทำงานได้ก็มีรายได้ตลอด แต่ถ้าเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุรุนแรงต้องนอนโรงพยาบาลยาว ความสามารถในการหารายได้ก็จะลดลงไปด้วยนะคะ ความคุ้มครองตัวนี้จึงช่วยบรรเทาหากเกิดเหตุไม่คาดฝันค่ะ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราก็ผ่านไป 4 ตัวแล้วนะคะ มาดูความคุ้มครองตัวที่ห้า ซึ่งก็คือคุ้มครองทรัพย์สินค่ะ ทำงานมาทั้งชีวิตกว่าจะเก็บเงินได้บ้านหลังหนึ่ง เห็นภาพคุณยายชาวญี่ปุ่นร่ำไห้อยู่หน้าบ้านตัวเองที่เหลือแต่ซากปรักหักพังก็รู้สึกหดหู่นะคะ เพราะถ้าอายุเยอะแล้วจะเก็บเงินซื้อบ้านใหม่คงเป็นเรื่องยาก และถ้าหากบ้านหลังนั้นยังผ่อนไม่หมดนี่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเลย เพราะหนี้ก็ต้องจ่ายบ้านก็ไม่เหลือ หลายคนที่กู้เงินซื้อบ้านและต้องทำประกันอัคคีภัยคงเห็นประโยชน์แล้วนะคะ นอกจากบ้านแล้วทรัพย์สินหลักอีกตัวที่เป็นหน้าเป็นตาก็คือรถยนต์ค่ะ บางท่านขับรถเก่งเชื่อมั่นในตัวเองว่าฉันไม่ไปชนใครหรอก ถูกค่ะ ท่านไม่ไปชนใคร แต่บ่อยไปค่ะ ที่อยู่เฉยๆ คนอื่นมันดันมาชนท่าน นอกจากนี้ โจรกรรมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พึงระวังค่ะ ตู้เซฟเดี๋ยวนี้ โจรไม่เสียเวลางัดหรอกค่ะ มันยกไปทั้งตู้เลย เอาไปทุบทีหลัง ทั้งเงินสด เพชร ทอง เก็บมาทั้งชีวิตก็ไม่มีเหลือ

สำหรับความคุ้มครองตัวสุดท้าย คือ หนี้สินค่ะ บางท่านอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น ดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วบ้านหลังงามที่เราสู้อุตส่าห์ผ่อนอาจจะไม่ถึงมือลูกของเราหากเราเป็นอะไรไปก่อนนะคะ บ่อยครั้งที่เราเห็นภาพครอบครัวที่ไม่เหลืออะไร เมื่อหัวหน้าครอบครัวจากไป เราสามารถป้องกันเหตุการณ์นั้นได้ด้วยความคุ้มครองหนี้สินค่ะ ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทรัพย์สินที่เราสร้างจะส่งผ่านไปให้กับครอบครัวที่เรารักไม่ใช่เจ้าหนี้ของเรา แนะนำว่าทุกครอบครัวที่ลูกเล็ก และยังมีภาระบ้าน รถ ควรมีความคุ้มครองนี้นะคะ เพื่อความมั่นคงของครอบครัวค่ะ

ความคุ้มครองหกข้อนี้จะช่วยให้ชีวิตครอบครัวท่านผ่านพ้นภัยได้อย่างราบรื่นค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท