
เอกชนฝ่าวิกฤตโลกฉลุย
บิ๊ก บจ. คาดสงครามลิเบีย มหันตภัยญี่ปุ่น ฉุดไทยระยะสั้น ลั่นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง
บิ๊ก บจ. คาดสงครามลิเบีย มหันตภัยญี่ปุ่น ฉุดไทยระยะสั้น ลั่นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง
ในงานสัมมนาประจำปีครั้งที่ 5 ของนิตยสารยูโรมันนี่ เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ในภาวะที่เกิดวิกฤตโลก ทั้งสงครามลิเบีย และมหันตภัยญี่ปุ่น
ผู้ประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทยต่างให้ความเห็นตรงกันว่า เรื่องเหล่านี้จะเป็นปัญหารบกวนการดำเนินธุรกิจเพียงระยะสั้น แต่จะเป็นโอกาสในระยะยาวเมื่อเหตุการณ์ยุติ
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า มหันตภัยในญี่ปุ่นได้กระทบรายได้บริษัทเนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากญี่ปุ่น 7% หรือ 59 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ แต่เชื่อว่าในระยะสั้นเท่านั้น และคิดว่าผลการดำเนินงานยังมีกำไรอยู่ เพราะบริษัทสามารถเปลี่ยนสนามบินที่ลงได้ และนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเกาหลีกับจีนแทน
“น่าห่วงหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลาม โดยเฉพาะไปยังซาอุดีอาระ…เบีย จะส่งผลต่อราคาน้ำมันแน่นอนเพราะส่งออกน้ำมันสูงสุด” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
ปัจจุบัน บริษัทประกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน 50% ของต้นทุนน้ำมันทั้งหมด แต่ไม่สามารถปรับราคาได้หมดเนื่องจากมีการแข่งขันสูง แต่ได้ปรับราคาค่าโดยสารระหว่างประเทศขึ้นบ้างแล้ว และลดราคาค่าโดยสารในประเทศลง 1015% เพื่อแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำ
นายวิลเลียม อี ไฮเน็คกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและอาหาร กล่าวว่า ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยในระยะสั้น เพราะนักท่องเที่ยวที่มาพักที่โรงแรมส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปมากกว่าญี่ปุ่น
นายอโลค โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามาเวนเจอร์ส (IVL) กล่าวว่า ธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบระยะสั้น ทั้งการท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่ต้นทุนสูงขึ้น จากราคาน้ำมันแพง และค่าเงินบาทแข็ง แต่ระยะยาวคาดว่าไม่เป็นปัญหาเนื่องมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นจากอัตราการว่างงานน้อย นอกจากนั้นยังมีโอกาสส่งสินค้าไปขายญี่ปุ่นภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องชี้วัดการเติบโตในอนาคต
ล่าสุด บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ประกาศว่า จะใช้บริษัทย่อยทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ Oaks Hotels & Resorts Limited ในราคาหุ้นละ 0.35 เหรียญออสเตรเลีย นับว่าสูงกว่าราคาตลาดถึง 35% เพื่อจะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจโรงแรมของบริษัทไปยังประเทศออสเตรเลีย
“ราคาหุ้นที่ซื้อสะท้อนถึงมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น 61 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และมูลค่ากิจการ 129 ล้านเหรียญออสเตรเลีย”
ด้านตลาดหุ้นเอเชียขึ้นยกแผงยกเว้นอินเดีย ส่วนหุ้นไทยมีแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่ในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ดันดัชนีปิดเกือบจุดสูงสุดของวันที่ 1,019.93 จุด พุ่งขึ้น 16.64 จุด หรือ 1.66% ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายบางตา 23,819 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายต่อ 288 ล้านบาท







