
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่มี...ไม่ตาย
ในแง่ของความกังวลถึงภาวะขาดแคลนพลังงาน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ และฝ่ายที่ไม่อยากให้ใช้นิวเคลียร์ เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยคงไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น....
ในแง่ของความกังวลถึงภาวะขาดแคลนพลังงาน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ และฝ่ายที่ไม่อยากให้ใช้นิวเคลียร์ เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยคงไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น....
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
แม้จะยังตอบไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเกิดจากความบกพร่องของระบบเทคโนโลยี และอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอง หรือเป็นเพราะเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิรุนแรงเกินความคาดหมาย
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วกับนานาประเทศ ทั้งที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้งานอยู่ในเวลานี้ และที่กำลังจะสร้างในอนาคตอันใกล้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ก็คือ ปฏิกิริยาตื่นกลัวต่อสารกัมมันตรังสี จนนำมาซึ่งการเพิ่มแรงต้านแบบเข้มข้นเข้าไปอีก
เมื่อหันมามองถึงโอกาสที่ไทยจะใช้นิวเคลียร์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าปี 2563 จึงแทบจะเชื่อได้ว่า เป็นไปได้ยากจริงๆ
ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า สุดท้ายหากไม่ใช้นิวเคลียร์ ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยจะไปรอดหรือไม่ แล้วจะมีผลกระทบต่อไปถึงการรองรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกี่มากน้อย
ที่สำคัญ มีทางเลือกอื่นอีกไหมให้พึ่งพาได้ ในเมื่อประชาชนทั้งประเทศไม่อยากเสี่ยงภัยกับสารพิษ
ข้อกังวลที่เกิดขึ้น หากมองอนาคตการผลิตไฟฟ้าของไทยที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มากในเรื่องการใช้เชื้อเพลิง ด้วยปัจจุบันเราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสัดส่วนถึง 70% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า จึงถือว่าบ้านเรามีความเสี่ยง แต่เป็นความเสี่ยงในแง่ของต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ก๊าซเป็นต้นทุนที่มีราคาไม่สูงมาก จึงเป็นที่นิยมของประเทศอื่นเช่นกัน การแย่งใช้ก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งเป็นธรรมดา ของอะไรที่มีจำกัด แต่คนใช้มีเป็นจำนวนมาก ราคาก็มีแต่ขึ้นกับขึ้นเท่านั้น
แต่ในแง่ของความกังวลถึงภาวะขาดแคลนพลังงาน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ และฝ่ายที่ไม่อยากให้ใช้นิวเคลียร์ เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยคงไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น จึงไม่ต้องกังวลไปจนเกินเหตุ
จ่ายแพง แลกลดเสี่ยงสารกัมมันตรังสี
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 31,349 เมกะวัตต์ เป็น 66,167 เมกะวัตต์ ในปี 2573 คำนวณแล้วต้องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ขณะนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ปี 2554 จะอยู่ที่ 2.5 หมื่นเมกะวัตต์ ปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ 3-4% โดยเฉลี่ยจะต้องมีสำรองไฟฟ้าตามมาตรฐานไม่ให้ต่ำกว่า 15%
แต่หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นไม่ได้ กฟผ.ก็ยอมรับว่า ไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองการผลิตไฟฟ้า เพราะยังมีเวลาในการเตรียมตัว แต่จะต้องไม่ล่าช้า กระทรวงพลังงานจะต้องมีการจัดทัพเลือกโรงไฟฟ้าที่เหมาะสมกันใหม่
โรงไฟฟ้าทางเลือกที่มองไว้ คือ 1.ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะต้องเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทย หรือพม่า เริ่มมีสัดส่วนลดลง หากต้องการให้มีเสถียรภาพด้านพลังงาน ต้องใช้วิธีการนำเข้าเท่านั้น แต่มีข้อเสียคือ ราคาสูง เพราะเป็นการนำเข้า
ขณะเดียวกัน จะต้องมีการสร้างสถานีรับจ่ายก๊าซขึ้นมารองรับ หากปริมาณนำเข้าจะสูงกว่าที่กำหนดไว้อยู่แล้ว 10 ล้านตัน ตลอดแผนพีดีพี 20 ปี
2.ถ่านหิน ตามแผนพีดีพีกำหนดไว้ว่าจะต้องมี 13 แห่ง กำลังการผลิต 1 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งตามจำนวนโรงไฟฟ้าที่กำหนดไว้ก็ดำเนินการได้ลำบากอยู่แล้ว เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เป้าหมายยังไม่พร้อมที่จะให้มีการตั้งโรงไฟฟ้า เพราะเกรงจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีกรณีตัวอย่างจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ จ.ลำปาง
3.รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน กำหนดไว้ใน 1 ประเทศ จะรับซื้อไฟฟ้าได้ไม่เกิน 13% ของกำลังการผลิต หรือถ้าซื้อจาก 2 ประเทศรวมกันต้องไม่เกิน 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นพลังน้ำจากเขื่อน แต่หากรับซื้อไฟฟ้ามากกว่านี้จะเกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะถ้าอยู่ในช่วงฤดูร้อน ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอกำลังการผลิตไฟฟ้าอาจลดลงได้
4.พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทน เช่น ลม แสงอาทิตย์ จะได้จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) ข้อดีไม่มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม แต่ข้อเสียคือ ความสม่ำเสมอของพลังงานไม่มั่นคง ต้นทุนการผลิตสูง
แผนอื่นๆ ที่จะมารองรับการรักษาระดับ กำลังการผลิตไฟฟ้า คือ การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ฉลากเบอร์ 5 ที่เป็นเรื่องของการควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า
ในด้านของผู้ผลิตไฟฟ้าไม่ได้กังวลในเรื่องของปัญหาไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าขาด หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินยังมีข้อกังขาจากประชาชน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับคือ อัตราค่าไฟฟ้าจะต้องสูงขึ้นแน่นอน เพราะถ้าเทียบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแต่ละชนิด
ราคาถูกที่สุดอันดับแรก คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อยู่ที่ 2.08 บาท/หน่วย ถ่านหิน 2.12 บาท/หน่วย พลังงานความร้อนร่วม 2.29 บาท/หน่วย พลังงานความร้อน น้ำมัน 4.12 บาท/หน่วย และกังหันแก๊ส 7.93 บาท/หน่วย
ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน แสงอาทิตย์ 20.20 บาท/หน่วย กังหันลม 5.98 บาท/หน่วย ขยะ 4.63 บาท/หน่วย และชีวมวล 2.63 บาท/หน่วย
พลังงานทดแทนทางเลือก ทางรอด
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตคณะทำงานร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี 2010 ระบุ เคยให้ความเห็นหลายครั้งในการจัดทำแผนพีดีพีว่า ไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเรายังมีเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ อีกมากที่จะมาใช้ทดแทน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ทำให้ต้องทบทวนแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศกันใหม่ ซึ่งถึงตอนนี้กระทรวงพลังงานจะต้องใช้กรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นเป็นโจทย์ในการศึกษาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบ
“ผมไม่ได้บอกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ดี แต่ไทยยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องมี เพราะยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การต่อต้านของคนในพื้นที่ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาใหญ่ แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงก็ตาม เชื่อว่าเวลานี้หลายประเทศก็ทบทวนเช่นกัน”
กรณีหากไทยไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งกำหนดไว้ในแผน 5,000 เมกะวัตต์ หรือต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง มีทางเลือกอยู่ 2 ทางที่สามารถดำเนินการได้ คือ
1.โรงไฟฟ้าประเภทพลังงานทดแทน เช่น ลม แสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล
2.การบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าลง
ในส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะถ่านหิน ต้องยอมรับว่ายังมีปัญหาเรื่องการควบคุมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และสารปรอท ดังนั้นคำว่า ถ่านหินสะอาด จึงยังคงพูดไม่ได้
ขณะเดียวกัน หากเลือกเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ก็จะมีปัญหาเรื่องปริมาณก๊าซธรรมชาติในอนาคต เพราะแนวโน้มลดลงทุกปี ตามแผนพีดีพีกำหนดให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศเข้ามารองรับโรงไฟฟ้าก๊าซที่กำหนดไว้อยู่แล้ว หากต้องเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าก๊าซก็ต้องเพิ่มปริมาณการนำเข้า ทำให้มีต้นทุนสูงมาก ที่สำคัญต้องลงทุนสร้างสถานีรับจ่ายก๊าซเพิ่มขึ้นอีกแห่งที่ 2 และ 3
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีเวลาในการปรับแผนพีดีพี จะมุ่งไปทางไหน ต้องมองยาวระหว่าง 5-10 ปีข้างหน้า ตัดสินใจให้ชัดจะใช้หรือไม่ใช้นิวเคลียร์ เพื่อให้การวางแผนเดินหน้าได้ เนื่องจากอัตราการใช้ไฟฟ้ามีการขยายตัวทุกปีตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยการสร้างโรงไฟฟ้า เฉลี่ยใช้เวลาสร้างแต่ละโรง 2-3 ปีขึ้นไป







