
ครม.อนุมัติร่างพรบ.องค์กรอิสระ
ครม.ไฟเขียวถอนร่างพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ออกจากสภาฯ พร้อมนำร่างพ.ร.บ.องค์กรอิสระ ตามม. 67 วรรค 2 เสียบแทน
ครม.ไฟเขียวถอนร่างพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ออกจากสภาฯ พร้อมนำร่างพ.ร.บ.องค์กรอิสระ ตามม. 67 วรรค 2 เสียบแทน
นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ....ซึ่งเป็นร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกจากการการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระ ตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ เป็นร่างกฎหมายของคณะกรรมการแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 (2) ของรัฐธรรมนูญ (คณะกรรมการ 4 ฝ่าย) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เสนอแทน
สำหรับร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เสนอขึ้นมา กำหนดให้มีองค์กรอิสระ 1 องค์กร มีผู้แทนจากองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ โดยมีคณะกรรมการองค์กรอิสระ จำนวน 13 คน มีประธานกรรมการ และกรรมการอีก 12 คน เป็นผู้แทนมาจากฝ่ายต่าง ๆ
โดยร่างกฎหมายกำหนดให้รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว และให้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการองค์กรอิสระขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ซึ่งเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่สมบูรณ์มากกว่า
ขณะที่ร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ได้เสนอสภาพิจารณานั้น ได้แก้ไขให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม มีเนื้อหาหลักสำคัญ เช่น ประกาศกำหนดประเภทของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจกรรม เพื่อจัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชน
การกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เพื่อพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเห็นชอบแล้วส่งให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวง ทรัพย์ฯ ให้ความเห็นภายใน 90 วัน จากนั้นให้เสนอคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่มีอำนาจทำการอนุญาตต่อไป หากไม่เห็นชอบให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาอีกครั้งและให้ถือว่าเป็นความ เห็นครั้งสุดท้าย







