
สุเมธแนะภาคธุรกิจเน้นทำกำไรอย่างยั่งยืน
“สุเมธ” แนะภาคธุรกิจมุ่งเน้นทำกำไรอย่างยั่งยืน ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค จนเกิดการขาดแคลนสินค้า จี้รัฐบาลจัดการปัญหาของแพงให้เหมาะสม
“สุเมธ” แนะภาคธุรกิจมุ่งเน้นทำกำไรอย่างยั่งยืน ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค จนเกิดการขาดแคลนสินค้า จี้รัฐบาลจัดการปัญหาของแพงให้เหมาะสม
นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อ ธุรกิจพอเพียงเติมกำไรได้ยั่งยืนว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการดำเนินธุรกิจให้เติบโต มีกำไรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มุ่งกำไรสูงสุดแต่เติบโตไม่ยั่งยืน เพราะในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทยเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่สุดท้ายฟองสบู่แตก เพราะการเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภคเพียงอย่างเดียว ทรัพยากรก็จะไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าได้ อีกทั้งเศรษฐกิจพอเพียงยังมองการใช้ทรัพยากรที่มีอยุ่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ถ้ารัฐบาลใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รู้สึกวิตกกังวลกับปัญหาสินค้าราคาแพง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนรับมือให้ดี และต้องยอมรับเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทุกคนจึงควรตรวจสอบตัวเอง ดูความเหมาะสม สินค้าชิ้นไหนแพงมีเยอะแล้วไม่จำเป็น ก็ลดการบริโภค ให้เกิดความสมดุล ส่วนนโยบายการขึ้นค่าแรงของรัฐ ก็ต้องดูให้เหมาะสมหากจำเป็นต้องปรับขึ้น
ขณะที่ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน สาเหตุมาจากภาคพลังงานมาแย่งใช้กับภาคบริโภคจนเกิดขาดแคลน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการให้ดี ดูปริมาณการใช้ให้เหมาะสมของทั้งสองส่วน หรือตัวอย่าง ในสหภาพยุโรป กำหนดไม่ให้นำพืชสำหรับการบริโภคมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน
ทั้งนี้ การดำเนินการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำธุรกิจให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่แข่งขันกันจนผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกที่ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาร้านค้ารายใหญ่เข้ามาแข่งขันกับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว รายย่อย จนอยู่ไม่ได้ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม
ดังนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแล ควรกำหนดให้ค้าปลีกตั้งอยู่ไกลจากชุมชน 30 กม. เป็นการช่วยกระจายความเจริญไปสู่ชุมชนใหม่ และเน้นขายสินค้าให้ร้านค้ารายย่อยไปจำหน่าย ไม่ใช่มาขายปลีกแข่งกันเองกับรายย่อย เหมือนในประเทศอิตาลี ที่ไม่ให้ตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาตั้งในเมือง ปล่อยให้ร้านค้ารายย่อย ธุรกิจครอบครัวขายเองเท่านั้น จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ และการทำธุรกิจร่วมกันอย่างมีความสุข
นายวัฒนา โอภานนต์อมตะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า บริษัทนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ตั้งแต่หลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยบริหารธุรกิจควบคู่กับมิติสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของบริษัทอย่างดี และยังได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนรายใหญ่ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ธุรกิจมีความยั่งยืนในระยะยาว
นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจีสติกส์ แมเนจเม้นท์ กล่าวว่า เอสซีจีเลือกให้ความสำคัญกับหลักการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยผลักดันแนวทางให้สอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เน้นลงทุนแค่ระยะสั้นเพื่อหวังงผลกำไรเท่านั้น แต่บริษัทต้องการลงทุนอย่างยั่งยืนเพื่อให้อยู่ร่วมกับสังคมได้ โดยบริษัทวางงบประมาณสำหรับพัฒนาบุคลากรราว 1,000 ล้านบาทต่อปี และงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมในกลุ่มธุรกิจซิเมนต์และปิโตรเคมีอีก 1,000 ล้านบาท







