
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน ก.พ.
ผู้เชี่ยวชาญประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นเดือนก.พ.ดัชนีจะปรับตัวลดลงและผันผวน แนะหุ้นหลายตัวที่เหมาะกับการลงทุน
ผู้เชี่ยวชาญประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นเดือนก.พ.ดัชนีจะปรับตัวลดลงและผันผวน แนะหุ้นหลายตัวที่เหมาะกับการลงทุน
โดย...Investment Guide by SCRI
สวัสดีครับ...ทุกท่าน ผมเชื่อว่าแฟนๆคอลัมน์คงคิดเหมือนผมว่าเวลาเดินเร็วเหลือเกิน สัปดาห์นี้เข้าสู่เดือนที่ 2 ของปีเสือแล้ว อาจเป็นเพราะว่าโลกในปัจจุบัน ข้อมูล ข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เราซึ่งติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดเวลามีความเพลิดเพลินจนลืมเวลาไปก็เป็นได้ และสำหรับเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งฝรั่งถือเป็นเดือนแห่งความรัก หรือ เทศกาลวันวาเลนไทน์ ส่วนชาวจีนถือเป็นวันปีใหม่ หรือ เทศกาลตรุษจีน แต่ชาวไทย เดือน ก.พ.ปีนี้ อาจจะถือว่าเป็นเดือนของความร้อนแรงทางการเมือง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในเดือน ก.พ.53 ผมประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ดัชนีฯจะปรับตัวลดลงพร้อมกับผันผวน ทั้งนี้ขึนกับสถานการณ์การเมืองและผลการตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในเดือนนี้ สำหรับ ปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ การประกาศนโยบายคุมเข้มเศรษฐกิจของจีน อินเดีย ได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นบ้างแล้ว แต่คาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มประกาศมาตรการเพิ่มเติมอีกหลังเทศกาลตรุษจีน หากตัวเลขเศรษฐกิจจีนยังคงร้อนแรง ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อ และ สินเชือ ในเดือน ม.ค.-ก.พ. ส่วนมาตรการที่ยังไม่ได้สะท้อนไปในตลาดฯมากนัก คือ นโยบายคุมเข้มธนาคารของสหรัฐฯซึ่งคาดจะเริ่มชัดเจนขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน สำหรับ ฤดูกาลการประกาศผลการดำเนินงานปี 2552 คาดว่าจะส่งผลดีต่อหุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น และมีการจ่ายปันผลดี
ดังนั้นโดยภาพรวมของการลงทุนผมจึงแนะนำให้นักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงมาก “ลดพอร์ตการลงทุน” ในช่วงเดือน ก.พ. เพื่อรอซื้อหุ้นคืนเมื่อราคาอ่อนตัว โดยผมประเมินว่าระดับที่ควรพิจารณาเข้าซื้อลงทุน คือ ระดับที่ต่ำกว่า 670 จุด
สำหรับปัจจัยสำคัญๆในเดือนนี้ ประกอบด้วย
-หุ้นกลุ่มที่ผลดำเนินงานฟื้นตัวต่อเนื่อง และ กลุ่มจ่ายเงินปันผลสูงจะ Outperform ในเดือน ก.พ. คาดว่า การเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/52 และ แนวโน้มปี 2553 มีโอกาสเกิดขึ้น รวมถึงการประกาศจ่ายเงินปันผล ในขณะทีภาพรวมเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง และยังไม่มีความจำเป็นต้องหยุดการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนจีน สำหรับหุ้นที่คาดผลการดำเนินงานฟื้นตัว QoQ และ YoY ได้แก่ CPN / MAKRO/ PTT / BGH / ADVANC / PS / SPALI และสำหรับหุ้นในกลุ่มที่คาดจะจ่ายเงินปันผลสูง โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะเงินปันผลที่ยังไม่ได้จ่ายตามผลการดำเนินงานในปี 2552 ได้แก่ TMT / TRT / SIRI / TPAC / PF
-จีนส่งสัญญาณคุมเข้มเพื่อลดภาวะความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ที่อาจจะเกิดขึ้น ถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ ประเมินว่าจะเป็นผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาวให้มีเสถียรภาพมากขึ้น :ในเดือน ม.ค. จีนได้ออกมาตรการเพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงิน หลังจากมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ สำหรับมาตรการที่บังคับใช้ อาทิ การปรับขึ้นอัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 1 ปี ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมที่ธนาคารจีนจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ในอนาคต รวมถึง การประกาศให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มเพดานสำรองอีก 0.5% สู่ระดับ 16% ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ลดลง มาตรการดังกล่าวจะเริ่มเห็นผลนับจากเดือน ก.พ. เป็นต้นไป สำหรับผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวในระยะสั้นจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง แต่จะเป็นผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างยั่งยืน และ เมื่อพิจารณาจากประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่สัญญาณการฟื้นตัวรองมาจากจีน คาดว่า อินเดีย ไต้หวัน จะเป็นประเทศต่อไปที่จะออกมาตรการเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเช่นกัน
-วันที่ 26 ก.พ. เป็นวันกำหนดสถานการณ์การเมืองปี 2553 : ผลการตัดสินของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาในคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกฯในวันที่ 26 ก.พ.ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในปี 2553 ที่นักธุรกิจและนักลงทุนรอคอย ทั้งนี้ เนื่องจากผลการตัดสินจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มการเมืองในปี 2553 ว่าจะรุนแรงขึ้น หรือ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมีโอกาสผันผวนสูงมาก
-กรณีปัญหานิคมมาบตาพุดเชื่อว่าในที่สุดรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาให้ผ่านไปพ้นไปได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ระยะเวลาอาจจะล่าช้ากว่าที่คาดหากการเมืองมีความไม่แน่นอน : ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะทำตาม รัฐธรรมนูญจะไม่ต่ำกว่า 12 เดือน อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากมีการยุบสภา หรือ เลือกตั้งใหม่ จะทำให้ขบวนการต่างๆ อาจจะชะลอลง ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงที่รออยู่ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวได้สะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







