
อุตปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์
อุตฯปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ผู้ผลิตติดอุปกรณ์ความปลอดภัยได้ลด1-3 หมื่นบาทต่อคัน ประหยัดพลังงานกินน้ำมันน้อยลดภาษีให้เพิ่ม
อุตฯปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ผู้ผลิตติดอุปกรณ์ความปลอดภัยได้ลด1-3 หมื่นบาทต่อคัน ประหยัดพลังงานกินน้ำมันน้อยลดภาษีให้เพิ่ม
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ในส่วนของความปลอดภัย จะมีส่วนลดทางภาษีให้เป็นจำนวนเงินประมาณ 1-3 หมื่นต่อคัน ครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท หากผู้ผลิตสามารถติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยได้ตามที่กำหนด ซึ่งจะมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสถาบันยานยนต์ เป็นผู้ตรวจสอบ โดยรถยนต์แต่ละรุ่นก็จะมีมาตรฐานที่แตกต่างกันไป
ขณะที่ภาษีเรื่องการประหยัดพลังงานจะทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน และจะลดอัตราภาษีให้เป็นเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับส่วนของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งรถยนต์กินน้ำมันมาก ก็จะเสียภาษีมาก ส่วนระยะเวลาในการปรับตัวน่าจะอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องหาข้อตกลงร่วมกันอีกครั้ง โดยโครงสร้างทางภาษีทั้งหมดน่าจะเสร็จสมบูรณ์ และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ภายในเดือนนี้
นอกจากนี้ จะกำหนดให้รถยนต์ทุกคันติดป้ายที่ระบุว่ารถยนต์คันนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ กินน้ำมันเท่าไหร่ มีความปลอดภัยอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโฆษณาเกินจริง
“รวมแล้วจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด 3 ส่วน คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน หากผู้ผลิตสามารถผลิตรถยนต์ให้ได้สิทธิประโยชน์ทั้ง 3 ส่วน ก็จะได้ส่วนลดทางภาษีทั้งหมด 3 ส่วนรวมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ เพื่อต้องการให้คนไทยได้ใช้รถยนต์ที่มีความปลอดภัย และมีคุณภาพ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ” นายชัยวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การลดอัตราภาษีดังกล่าวคาดว่าจะไม่ได้กระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมากนัก เพราะหากผู้ประกอบการไม่เร่งพัฒนารถยนต์ให้เข้าข่ายดังกล่าว จะต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่เมื่อผู้ประกอบการปรับใช้อย่างเต็มระบบอาจจะเก็บรายได้ในส่วนนี้ได้ลดลง แต่เชื่อว่าการผลิตรถยนต์ในอนาคตจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้ภาคเอกชนปรับตัว 2 ปีนั้น เชื่อว่าค่ายรถยนต์จะสามารถปรับตัวได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ไม่ได้ผลิตเทคโนโลยีเอง ส่วนต่างประเทศที่ต้องใช้เวลานาน เพราะต้องกำหนดตั้งแต่ช่วงการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี จึงต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากกว่า 2 ปี
ทั้งนี้ ตามปกติในประเทศไทยก็ให้เวลาปรับตัวประมาณ 2 ปีอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้ผลิตเตรีมการผลิตให้เข้ากับโครงสร้างภาษีใหม่ เช่น การผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ก็กำหนดระยะเวลา 2 ปี ซึ่งถือเป็นการป้องกันไม่ให้มีผู้ได้เปรียบเสียเปรียบ แต่หากกำหนดระยะเวลาที่ยาวนานกว่านั้นอาจจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ภายหลังได้
“ขณะนี้ การกำหนดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันของไทยอยู่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 150 กรัมต่อกิโลเมตรอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่ผู้ผลิตจะผลิตให้มีการปล่อยก๊าซลดลงต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร เพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง เช่น อีโคคาร์ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ระดับ 120 กรัมต่อกิโลเมตร” นายวัลลภ กล่าว
การนำอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีถือเป็นครั้งแรกที่มีการทำมา เพราะตอนนี้ไทยใช้มาตรฐานยูโร 3 เป็นมาตรฐานในการควบคุมปล่อยมลพิษของรถยนต์ ซึ่งจะควบคุมการปล่อยสาร 4 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน และฝุ่นละออง และในปี 2555 จะบังคับมาตรฐานยูโร 4 ซึ่งจะทำให้อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ลดลงเหลือ 0.5 กรัมต่อกิโลเมตร จากเดิมที่ปล่อยได้ 1 กรัมต่อกิโลเมตร
ทั้งนี้ การคิดอัตราการเก็บภาษีที่กรมสรรพสามิตเปิดเผยออกมา คือ รถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 150 กรัม/กิโลเมตร จะได้ลดภาษีสรรพสามิต 5% หากปล่อยก๊าซพิษเกิน 200 กรัม/กิโลเมตรจะเสียภาษีเพิ่ม 5%







