
ฮิตาชิทุ่ม 600ล.รับตลาดอาเซียน
สยามฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ ทุ่ม 600 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิต 5 เท่า รับตลาดอาเซียน 2558 พร้อมแผน 10 ปี เพิ่มกำลังการผลิต 1 หมื่นยูนิต พร้อมตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท
สยามฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ ทุ่ม 600 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิต 5 เท่า รับตลาดอาเซียน 2558 พร้อมแผน 10 ปี เพิ่มกำลังการผลิต 1 หมื่นยูนิต พร้อมตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท
นายธเนศ ยงรัตนมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนระยะสั้น 5 ปี และระยะยาว 10 ปี เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมไปกับการขยายการเติบโตทางด้านกำลังการผลิตและรายได้ โดยมีเป้าหมายที่จะทวงตำแหน่งผู้นำตลาดคืนภายใน 5 ปี จาก แบรนด์ มิซูมิตชิ ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 30% ในขณะที่ ฮิตาชิ อยู่ในอันดับที่ 4 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14%
สำหรับแผนระยะ 5 ปี หรือตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2558 บริษัทจะใช้งบเป็นเงิน 600 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตลิฟต์จาก 1,200 ยูนิตต่อปี เป็น 5,000 ยุนิตต่อปี ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตถึง 5 เท่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า โดยจะส่งผลให้ฐานการผลิตลิฟต์ ฮิตาชิ ในประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตลิฟต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รองจากฐานการผลิตที่ประเทศจีน และญี่ปุ่น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปบริษัทจะเริ่มทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน และประเทศอื่นในทวีปเอเซีย ยกเว้นประเทศจีน และญี่ปุ่น พร้อมกันนี้บริษัทยังวางแผนที่จะส่งสินค้าออกไปทำตลาดยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งคาดว่ารายได้หลักของบริษัทในอีก 5
ปีข้างหน้าจะมาจากการส่งออก
ส่วนแผนการทำตลาดในประเทศไทย บริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นจุดขายสำคัญในปีนี้ และการทำตลาดผ่านพันธมิตร เช่น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ เอเชียน พร็อพเพอร์ตี้, โนเบิล, ทีซีซี แลนด์, เมเจอร์ กรุ๊ป เป็นต้น รวมถึงการทำตลาดบริษัทผู้บริหารห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,500 – 1,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 23% จากปีที่ผ่านมา 10% ที่มีรายได้เกือบ 1,300 ล้านบาท ซึ่งรายได้ในปีนี้ยังแบ่งเป็นรายได้จากการทำตลาดภายในประเทศ 1,300 ล้านบาท และส่งออก 280 ล้านบาท
ทางด้านตลาดรวมลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทย คาดว่าในปีนี้จะมีมูลค่า 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดลิฟต์สำหรับคอนโดมิเนียม 30 – 40% ซึ่งถือเป็นการเติบโตถึงจุดขีดสุดของตลาดลิฟต์ดังกล่าว หากจะแบ่งตามราคาแล้ว ลิฟต์ ขนาดกลางราคา 1.4 – 1.5 ล้านบาท มีสัดส่วนใหญ่ที่สุด 50 – 60% และตลาดลิฟต์ยังแบ่งเป็นตลาดแบรนด์เนม 90% และโลคัลแบรนด์ที่มีราคาถูกกว่า 30 – 40% มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10% อีกด้วย โดยลิฟต์โลคัลแบรนด์จะจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่อยู่ในต่างจังหวัด และชานเมือง
นายธเนศ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนระยะ 10 ปี บริษัทได้วางแผนเบื้องต้นทางด้านเป้าหมายในการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 5,000 ยูนิตในปี 2558 ให้เป็น 10,000 ยูนิต ในปี 2563 และมีรายได้ 10,000 ล้านบาท ในอีก 10 ปี ข้างหน้านับจากปี 2553 เป็นต้น โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศไว้ที่ 10% และรายได้จากการส่งออกไปทั่วโลกที่ 90%
“บริษัทคาดการณ์ว่าในปีนี้จากปัญหาสงครามการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกลิฟต์ชะลอตัว ดังนั้นบริษัทจึงบริหารความเสี่ยงด้วยการทำตลาดในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น พร้อมๆ ไปกับการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น หลังการเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน” นายธเนศ กล่าวเพิ่มเติม







