
ออฟฟิศ ดีโป โอดคู่ค้าขอขยับราคาขายสินค้า
ออฟฟิศ ดีโป โอดคู่ค้าทางธุรกิจ ขอขยับราคาขายสินค้า หลังต้นทุนผลิตพุ่งแล้ว 5-7% โดยขอให้ตรึงราคาอีก 6 เดือน หลังจากนี้ปรับแน่ 5% ระบุทำให้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ขายดี
ออฟฟิศ ดีโป โอดคู่ค้าทางธุรกิจ ขอขยับราคาขายสินค้า หลังต้นทุนผลิตพุ่งแล้ว 5-7% โดยขอให้ตรึงราคาอีก 6 เดือน หลังจากนี้ปรับแน่ 5% ระบุทำให้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ขายดี
นายสมชัย ถาวรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ออฟฟิซ คลับ (ไทย) ผู้บริหารออฟฟิศ ดีโป ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้คู่ค้าทางธุรกิจหลายราย (เวนเดอร์)ขอขยับราคาขายขึ้นหลังต้นการผลิตเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 5-7% เนื่องจากหลายราย แทบไม่ได้ปรับราคาในปีที่ผ่านมา โดยทางบริษัทฯได้ขอร้องให้เวนเดอร์ ยืนราคาขายออกไปอีก 6 เดือนนับจากนี้ คาดว่าจะปรับราคาขึ้นจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง ประมาณ 5%
“อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าที่ผลิตจากวัตถุประเภทปิโตรเคมี และกลุ่มพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เวนเดอร์ต้องขอปรับราคาใหม่ แต่ทางเราก็ขอร้องให้ยืนราคาขายไว้เช่นเดิมก่อนที่จะปรับราคาใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง” นายสมชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลจากราคาสินค้าหลายประเภทที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นทำให้ประเภทเฮ้าส์แบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าประมาณ 2,500 เอสเคยู ในปีนี้จะเพิ่มอีก 500 เอสเคยู รวมเป็น3,000 เอสเคยู โดยมีสัดส่วนการขายอยู่ 10 กว่า%โดยคาดว่าสินค้าประเภทเฮ้าส์แบรนด์จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 25% ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีต้นทุนที่ต่ำกว่าสินค้ามีแบรนด์
สำหรับแผนดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯเตรียมงบลงทุนไว้กว่า 300 ล้านบาท แบ่งเป็นงบในการเปิดสาขาใหม่ 5 แห่ง ซึ่งจะเปิดในย่านสิรินทร หรือฝั่งธนบุรี บางนา มีนบุรี พระราม9 และอยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อเป็นสาขาต่างจังหวัด 1 แห่ง โดยใช้งบ 200 ล้านบาท รวมถึงการรีโนเวทสาขาเก่า 6 แห่ง ซึ่งในสิ้นปีนี้จะมีสาขาเปิดรวม 36 แห่ง
พร้อมกันนี้จะใช้งบประมาณ อีก 100 ล้านบาทในการทำตลาด พร้อมกับนำนวัตกรรม e-procurement เข้ามาช่วยระบบการจัดซื้อสินค้าแบบ B2B (Business to Business) และ BC2 (Business to Customer) และการเพิ่มบริการรูปแบบใหม่ Office Depot Pay Per Print หรือ 3P เพื่อให้บริการลูกค้าองค์กรสำนักงานเพื่อช่วยลดต้นทุนงานถ่ายเอกสารและงานพิมพ์สำนักงาน สามารถลดต้นทุนได้ 30% รวมไปถึงการใช้สื่อผ่านทางโซเชียล มีเดีย เป็นต้น
นายสมชัย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทฯมียอดขาย 3,000 กว่าล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7% โดยคาดว่าปีนี้ยอดขายจะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เติบโต 15% ขณะที่ตลาดรวมอุปกรณ์สำนักงานเมื่อปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 5% หรือมีมูลค่รวม 2.1 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าตลาดรวมอุปกรณ์สำนักในปีนี้ ยังคงเติบโตใกล้เคียงปีก่อนที่ 5% หรือมีมูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านบาท







