
ตลท.จัดโรดโชว์ต่างประเทศ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าแผนกลยุทธ์เพิ่มสภาพคล่อง จัดโรดโชว์ให้ข้อมูลผู้ลงทุนต่างประเทศประเดิมครั้งแรกพบผู้ลงทุนญี่ปุ่น 7-11 มี.ค. นี้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าแผนกลยุทธ์เพิ่มสภาพคล่อง จัดโรดโชว์ให้ข้อมูลผู้ลงทุนต่างประเทศประเดิมครั้งแรกพบผู้ลงทุนญี่ปุ่น 7-11 มี.ค. นี้
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทยโดยแผนงานหนึ่งคือการไปโรดโชว์ให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนต่างประเทศเพื่อนำเสนอสภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มโดยรวมเกี่ยวกับการลงทุน พัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ฯและนำบริษัทจดทะเบียนชั้นนำไปนำเสนอข้อมูล ทั้งบจ.ใน MSCI Index รวมถึงบจ.ที่มีคุณสมบัติที่จะอยู่ใน MSCI Index ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังผลักดันให้เข้าไปอยู่ใน Index ดังกล่าว
นอกจากนั้นยังมีบจ.ที่มีการดำเนินงานและผลประกอบการดีต่อเนื่องที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายเพิ่มขึ้นโดยจะเลือกบจ.ที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนในประเทศนั้นๆ ประเทศเป้าหมายที่ตลท. จะไปให้ข้อมูล ได้แก่ กลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศที่มีการลงทุนในไทยอยู่แล้ว เช่น ลอนดอน นิวยอร์ก บอสตัน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ กลุ่มที่ 2 เป็นการขยายไปยังกลุ่มที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เช่น ออสเตรเลียไต้หวัน มาเลเซีย และแคนาดา ส่วนกลุ่มที่ 3 ได้แก่กลุ่มผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่มีแหล่งเงินทุนปริมาณมาก แต่ยังขาดข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เช่น จีน ญี่ปุ่น โดยเน้นการพบปะให้ข้อมูลโดยตรง (Door to Door)
การไปโรดโชว์ในประเทศกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญของตลาดหุ้น เพราะเมื่อตลาดหุ้นมีสภาพคล่อง ก็จะยิ่งดึงดูดผู้ลงทุนเข้ามามากยิ่งขึ้นและทำให้ตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนและบริษัทจดทะเบียนโดยตรง และยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนด้วย นายจรัมพรกล่าว
โรดโชว์ครั้งแรก จะเป็นการไปให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับบริษัท Daiwa Securities Capital Markets ในงาน Daiwa Conference investment 2011 วันที่ 7-11 มีนาคมนี้โดยจะมีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดี และเป็นที่สนใจของผู้ลงทุน ร่วมเดินทางไปด้วยจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)







