
มิตตัลซื้อจีสตีล40%
เซ็นสัญญาวันนี้ใส่เงินหมื่นล้านผงาดอุตสาหกรรมเหล็กเอเชีย
เซ็นสัญญาวันนี้ใส่เงินหมื่นล้านผงาดอุตสาหกรรมเหล็กเอเชีย
“จีสตีล” เซ็นสัญญากับ “ลักษมี มิตตัล” เหล็กเบอร์ 1 ของโลกวันนี้ ยกหุ้นให้ถือ 40%
แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยว่า มีกระแสข่าววันนี้ บริษัท จีสตีล (GSTEEL) จะเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นกับนายลักษมี มิตตัล ผู้ประกอบการเหล็กกล้าอันดับ 1 ของโลก
สำหรับราคาซื้อขายอยู่ในช่วงราคา 50-60 สตางค์/หุ้น ซึ่งบริษัทจะเพิ่มทุนโดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวนหนึ่งเสนอขายให้มิตตัล สัดส่วนการถือหุ้นใหญ่คาดว่าไม่น้อยกว่า 40%
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของมิตตัล ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มนายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล ลดลง
“ราคาที่ตกลงซื้อขาย เป็นราคาที่ไม่ดีเมื่อเทียบกับราคาหุ้นบนกระดาน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ เท่ากับการที่จีสตีลได้ผู้ร่วมทุนใหม่ที่แข็งแกร่งเข้ามา ไม่ว่าจะเซ็นสัญญาวันไหนไม่ใช่สิ่งสำคัญเช่นเดียวกับราคา”
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเข้ามาของมิตตัลนำเงินเข้าบริษัทมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและมีสิทธิในการบริหารทั้งหมด
“นอกจากการออกข่าวเพิ่มทุนเซ็นสัญญากับมิตตัลแล้ว วันนี้อาจจะมีการขอตลาดหลักทรัพย์ห้ามซื้อขายหุ้น (SP) ด้วย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่จีสตีลส่งงบการเงินปี 2553 ไม่ทัน” แหล่งข่าวเปิดเผย
รายงานจากนักลงทุน ระบุว่า ราคาหุ้นทื่ซื้อขายคาดว่าไม่น่าสนใจ เท่ากับการที่จีสตีลได้กลุ่มทุนใหม่เข้ามา ซึ่งจากสถิติการไปลงทุนของมิตตัลพบว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายจะปรับตัวขึ้น 5 เท่าของราคาซื้อขาย
สำหรับ ลักษมี มิตตัล เป็นเจ้าของผู้ประกอบการเหล็กเบอร์ 1 ของโลก ที่มีกำลังการผลิต 120ล้านตัน/ปี จำนวนคนงานทั้งหมดของบริษัทในกลุ่ม 2.8 แสนคน มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจมิตตัล 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทิ้งห่างผู้ประกอบการเหล็กเบอร์ 2 ของโลก อย่าง เปาสตีล หรือเบอร์ 3 พอสโก้ มีกำลังผลิต 35 ล้านตันต่อปี
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปัญหาของจีสตีลขณะนี้คือการขาดสภาพคล่อง ซึ่งการได้มิตตัลเข้ามาถือหุ้น นำเงินเข้ามากว่า 1 หมื่นล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมทั้งเพิ่มกำลังผลิตให้จีสตีล และจี เจ สตีล (GJS) ในอนาคตเพิ่มเป็น 3.5 ล้านต้น/ปี และพัฒนาเหล็กให้มีคุณภาพสูงขึ้น
สำหรับราคาหุ้นจีสตีลปรับตัวขึ้นท่ามกลางมูลค่าซื้อขายที่หนาแน่น ราคาปิดที่ 0.73 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มูลค่าซื้อขาย 345.47 ล้านบาท
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมและนักลงทุนเฉพาะเจาะจงจำนวน 5,240 ล้านหุ้นขายได้หมด ระดมทุนได้ครบ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้รับนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท และเตรียมพร้อมด้านเงินทุน เพื่อทำรายการซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสแรกปี 2554 ทำให้โรงงานถลุงเหล็กสามารถผลิตเหล็กแท่งแบน (Slab) ส่งกลับมาให้เอสเอสไอใช้ได้ภายใน 6 เดือนหลัง
“มั่นใจว่าในปี 2555 นี้เอสเอสไอจะสามารถผลิตได้ถึง 3 ล้านตัน และมียอดขาย 7 หมื่นล้านบาท เพราะสามารถผลิตวัตถุดิบได้เอง อันจะส่งผลให้บริษัทสร้างสถิติสูงสุดใหม่ในการผลิตนับตั้งแต่เปิดดำเนินการมา” นายวิน กล่าว
ด้านผลประกอบการ SSI ปี 2553 มีกำไรสุทธิ 2,445.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,172.62 ล้านบาท หรือ 92% จากช่วงเดียวกันซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,273 ล้านบาททั้งนี้เป็นผลจากรายได้ขาย 47,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 33,188 ล้านบาท ในปี 2552 โดยเป็นรายได้จากการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน จำนวน 47,085.9 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้จากการขาย เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 32,887.6 ล้านบาท เป็นผลมาจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น 28% และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20%







