
อุตฯยันน้ำตาลไม่ขาดเหลือค้างกว่าล้าน
ชัยวุฒิ ยืนยันน้ำตาลไม่ขาด เหลือค้างกระดานกว่า 1.6 ล้านกระสอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตือนอย่าตกเป็นเครื่องมือพ่อค้าฉวยโอกาสข่าวลือปั่นราคา
ชัยวุฒิ ยืนยันน้ำตาลไม่ขาด เหลือค้างกระดานกว่า 1.6 ล้านกระสอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตือนอย่าตกเป็นเครื่องมือพ่อค้าฉวยโอกาสข่าวลือปั่นราคา
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ยืนยันว่าสถานการณ์น้ำตาลยังอยู่ในภาวะปกติ ขณะนี้มีน้ำตาลที่เหลือจากการขาย (ค้างกระดาน) อยู่กว่า 1.6 ล้านกระสอบ กระจายสู่ตลาดสัปดาห์ละ (ขึ้นงวด) 4.8 แสนกระสอบ ซึ่งน้ำตาลไม่ได้ขาดยังมีของมากพอ โดยขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งปริมาณที่โรงงานอุตสาหกรรมรับไป รวมถึงรายย่อยว่ามีน้ำตาลเพียงพอหรือไม่
ด้านการเพิ่มน้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อการจำหน่ายในประเทศ) ตอนนี้ยังไม่ได้พิจารณา เพราะน้ำตาลที่จำหน่ายในประเทศยังไม่ขาด ถ้าน้ำตาลค้างกระดานลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ล้านกระสอบค่อยมาพิจารณากัน โดยการพิจารณาเพิ่มน้ำตาลโควตา ก ต้องดูจากปริมาณน้ำตาลค้างกระดาน และสถานการณ์การซื้อขายจริงในตอนนั้น
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีแผนรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว หากน้ำตาลเข้าสู่ภาวะตึงตัว เช่น 1. การพิจารณาเพิ่มน้ำตาลโควตา ก 2. การสำรวจตลาดต่างจังหวัดหากน้ำตาลกระจายไม่ทั่วถึง กระทรวงอุตสาหกรรมจะเพิ่มจุดกระจายน้ำตาลเหมือนที่เคยทำมา และ 3.เข้มงวดเรื่องการขนย้ายน้ำตาลจากโรงงาน โดยต้องขนย้ายออกภายใน 15 วัน หลังจากทำสัญญา และห้ามต่ออายุใบขนย้าย เป็นต้น
"เข้าใจว่าเป็นความกังวลของทุกฝ่าย กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลภาคการผลิตก็ตรวจตราอยู่ตลอด และมีแผนการรองรับอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าของจะขาด รวมถึงเร่งตรวจตราการลักลอบนำน้ำตาลออกจำหน่ายด้วย"นายชัยวุฒิ กล่าว
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า น้ำตาลยังอยู่ในภาวะปกติไม่ได้ขาดแคลน โดยในปีนี้ปริมาณอ้อยก็เพิ่มมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จากเดิมที่คาดว่าจะมีอ้อย 66 ล้านตัน แต่ขณะนี้มีปริมาณอ้อยกว่า 75 ล้านตัน โดยมีอ้อยเพิ่มเข้าระบบมาอีก 9 ล้านตัน เท่ากับปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้น จึงไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
ขณะที่ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานที่อยู่ที่ระดับ 1.6 ล้านกระสอบ ก็ถือว่าอยู่ในภาวะปกติ ที่ปกติจะค้างกระดานประมาณ 2 งวด และตอนนี้ปริมาณการขายกับปริมาณขึ้นงวดในแต่ละสัปดาห์ก็มีความสมดุลกัน รวมถึงโรงงานปฏิเสธการขายไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายอยู่แล้ว
แหล่งข่าวจากสอน. กล่าวว่า การรับอ้อยเข้าโรงงานทุกตัน โรงงานต้องจ่ายค่าอ้อยทันทีเป็นเงินสดให้ชาวไร่ ดังนั้นน้ำตาลที่ผลิตออกมาแต่ละกระสอบไม่มีใครอยากเก็บไว้ ต้องรีบขายออกไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียน ซึ่งแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1.4 แสนล้านบาท ส่วนการที่น้ำตาลราคาแพงกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ต้องดูด้วยว่าเป็นน้ำตาลประเภทไหน หากเป็นน้ำตาลชนิดพิเศษก็เป็นไปได้
"เรื่องนี้อย่าต้องอย่าตกเป็นเครื่องมือของพ่อค้า เพราะเมื่อมีกระแสน้ำตาลขาดคนจะเริ่มกักตุน และผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือพ่อค้า ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา"แหล่งข่าวกล่าว







