
เงินเข้าหดสภาพคล่องเริ่มตึง
เดือนม.ค.วูบ234ล้านเหรียญธปท.ชี้แบงก์ลดฝากเงินนอก
เดือนม.ค.วูบ234ล้านเหรียญธปท.ชี้แบงก์ลดฝากเงินนอก
ธปท.เผยเงินทุนไหลเข้าเดือน ม.ค.นี้ลดลง 234 ล้านเหรียญสหรัฐ เหตุธนาคารพาณิชย์ลดการฝากเงินในต่างประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายล่าสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ พบว่า มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 985 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 234 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1,219 ล้านเหรียญสหรัฐ
ภาคธนาคารพาณิชย์มีเงินไหลเข้ามากที่สุด 1,634 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการนำเข้าเงินกู้ระยะสั้นและการลดเงินฝากในต่างประเทศเพื่อปรับสภาพคล่องของธนาคาร เนื่องจากผู้ส่งออกมีการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ ธปท.และภาครัฐบาลมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1,561 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 232 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ จากการที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อพันธบัตรในตลาดรองอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาครัฐวิสาหกิจมีเงินไหลออกสุทธิ 2,371 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการที่บริษัทน้ำมันให้เงินกู้กับบริษัทในเครือในต่างประเทศเป็นสำคัญ และภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ มีเงินไหลออกสุทธิ 71 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการที่บริษัทธุรกิจค้าปลีกต่างชาติถอนการลงทุนโดยตรงในไทยเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนในหลักทรัพย์ของต่างชาติยังคงเกินดุล จากการไหลเข้าของเงินทุนในตราสารหนี้ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว
ทั้งนี้ ดุลการชำระเงินในเดือน ม.ค.ปีนี้เกินดุล 1,689 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุล 2,263 ล้านเหรียญสหรัฐ
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การที่ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นก็เพราะสภาพคล่องเริ่มจึงตัว เพราะสินเชื่อมีการขยายตัวสูงกว่าเงินฝากมาก จึงต้องขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องการที่ธนาคารต่างๆ ลดเงินฝากในต่างประเทศลง ก็เพื่อดึงเงินกลับมาไว้ในประเทศ เพื่อใช้ในการปล่อยสินเชื่อ โดยสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีการปรับตัวลดลงจากการเติบโตของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าการเติบโตด้านเงินฝาก ทั้งนี้ยอดการให้สินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 6.58 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.33 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนของภาคธุรกิจเพื่อรองรับต้นทุนการผลิต เช่น อาหารและเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ยอดเงินฝากรวมในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 6.83 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 5,600 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา ยอดเงินฝากในธนาคารหลายแห่งได้มีการปรับลดลงจากการชะลอในการเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากและตั๋วแลกเงิน หลังจากมีการเร่งออกผลิตภัณฑ์ในช่วงปลายปี
ด้านแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในเดือนก.พ. คาดว่า จะยังคงมีความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนม.ค. โดยเฉพาะสินเชื่อหมุนเวียนของภาคเอกชน ขณะที่ในตลาดเงินฝาก จะมีการแข่งขันในด้านผลิตภัณฑ์และตั๋วแลกเงินเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องในการขยายสินเชื่อ และรักษาฐานลูกค้า เพื่อรองรับการบังคับใช้พรบ.คุ้มครองเงินฝากในวันที่ 11 ส.ค.นี้
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ด้านนางเมธินี จงสฤษดิ์หวัง หัวหน้าฝ่ายวิจัย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่าสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะอยู่ในช่วงหดตัว โดยคาดว่าจะเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 7% จาก 9% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 56% การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ธนาคารแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูงประเภทต่างๆ เพื่อดูดซับสภาพคล่องที่เหลืออยู่
“ขณะนี้จะเริ่มเห็นธนาคารต่างๆทยอยออกผลิตภัณฑ์เพื่อตุนเงินฝากในการใช้ปล่อยสินเชื่อกันแล้ว ทั้งนี้ที่ต้องเร่งระดมเงินฝากก็เพื่อประหยัดต้นทุนจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐที่มีการดูดซับสภาพคล่องไปจากระบบค่อนข้างมาก จึงคาดว่าการแข่งขันด้านเงินฝากในปีนี้จะรุนแรงอย่างแน่นอน” นางเมธินี กล่าว
&<2288;
นายกัมพล จันทวิบูลย์ ผู้จัดการบริหารผลิตภัณฑ์บริหารการเงิน สายตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า จากแนวโน้มสภาพคล่องในปีนี้ที่ลดลดและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น จะส่งผลให้ธุรกิจที่ต้องการลงทุนอาจหันไปใช้วิธีการออกตราสารหนี้แทนการกู้เงินจากธนาคาร ดังนั้น ปัจจัยที่ต้องจับตาดูสำหรับธุรกิจธนาคารในปีนี้คือการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งหากไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้า เงินฝากที่เร่งระดมมาตั้งแต่ในช่วงต้นปีจะกลายเป็นภาระต้นทุนของธนาคาร







