
สภาพัฒน์ระบุน้ำมันแพงกระทบเศรษฐกิจปี54
สภาพัฒน์ ชี้ปัญหาราคาน้ำมันแพงอาจกดดันเงินเฟ้อ กระทบเศรษฐกิจปี 54 แนะรัฐขึ้นค่าแรง-ตรึงราคาสินค้าบรรเทาผลกระทบประชาชน ขณะที่ปัญหาการเมืองกระทบสุขภาพจิตคนไทย
สภาพัฒน์ ชี้ปัญหาราคาน้ำมันแพงอาจกดดันเงินเฟ้อ กระทบเศรษฐกิจปี 54 แนะรัฐขึ้นค่าแรง-ตรึงราคาสินค้าบรรเทาผลกระทบประชาชน ขณะที่ปัญหาการเมืองกระทบสุขภาพจิตคนไทย
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สภาพัฒน์ ) หรือ สศช. เปิดเผยในการแถลงข่าวภาวะสังคม ไตรมาส 4 ปี 2553 ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2554 น่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะเข้ามากระทบได้แก่ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากการชุมนุมขับไล่ผู้นำในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ต่อว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด เพราะการขึ้นของราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เป็นแรงงกดดันต่อราคาสินค้า ส่งผลให้เงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 3.8 % และอาจทำให้ผู้ประกอบการชะลอการจ้างงานลง และหันไปใช้แรงงานต่างด้าวมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาว เพราะจะเป็นการแย่งแรงงานไทยไร้ฝีมือบางกลุ่มที่พร้อมจะทำงาน
แนะขึ้นค่าแรง-ตรึงสินค้า-ป้องกันการผูกขาดสินค้า
สำหรับกรณีที่มีการเสนอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทภายใน 2 ปี เห็นว่ามีความเป็นไปได้ขึ้นอยู่ที่คณะกรรมการไตรภาคีฯ ที่จะต้องพิจารณาสมมุติฐานต่างๆ ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ยังเป็นห่วงกลุ่มประชาชนที่ไม่ได้ปรับรายได้ขึ้นตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งควรจะต้องดูแลประชาชนบางกลุ่มเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาสินค้าสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐบาลควรตรึงราคาสินค้า โดยพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นราคาสินค้าขายปลีกตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของเอกชน และจะต้องมีระบบการติดตามข้อมูลและคำนวนต้นทุนที่แท้จริงของภาคเอกชนที่แม่นยำ อย่างกรณีน้ำมันพืช และในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหากไม่ปรับราคาขึ้น จะมีปัญหาต่อภาคการผลิตแต่หากปรับราคาสูงขึ้นมากเกินไปก็จะส่งผลต่อผู้บริโภคด้วย ดังนั้น ควรจหาแนววิธีว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมากรายขึ้นเพื่อไม่ให้การผูกขาดสินค้าในผู้ประกอบการรายเดียว
คนว่างงานลดลง แต่ตลาดแรงงานยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ
นายอาคม ยังได้รายงานถึงภาวะสังคมไตรมาส 4 และปี 2553 ว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราการว่างงาน ในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 0.9 % และทั้งปี 2553 อยู่ที่ 1.1 % ทำให้ในปีนี้ คาดว่าจะมีโอกาสการจ้างงานอย่างต่อเนื่องธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาฟื้นตัวชีวิตความมาฟื้นตัว ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ โดยเชื่อว่าค่าเฉลี่ยประชาชนมีมีงานทำมากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญตลาดที่อยู่ในภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานมากขึ้นทำให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับเพิ่มขึ้นค่าจ้างแรงงานและเงินเดือน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาด ขณะที่แรงงานระดับล่างยังเป็นปัญหาที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว
ความขัดแย้งการเมืองกระทบสุขภาพจิตประชาชน
สำหรับสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังจากปัญหาสังคมไทยในปี 2554 ได้แก่ ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมที่รุนแรง โดยปัญหาความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนไทยอย่างชัดเจน ส่วนปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติด ประทุษร้ายต่อทรัพย์ยังสูง โดยเฉพาะคดียาเสพติดเพิ่มสูงสุดในรอบ 8 ปี ในไตรมาส 4 มีการจับกุมคดียาเสพติดสูงมากที่สุด ถึง 7.78 หมื่นคดีเพิ่มขึ้นจากไตรมาส3 ที่ 7.2% ปัญหาการใช้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นและเยาวชนไทย โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นมีจำนวนสูงขึ้น และปัญหาสังคมในด้านสาธารณะสุข และการศึกษา
พร้อมกันนี้สภาพัฒน์ เสนอว่า รัฐบาลจะต้องนำปัญหาต่างๆเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษบฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 เพื่อให้ความสำคัญการพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้แผนปฏิรูประเทศไทย กำหนด “แผนการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างอนาคตของชาติ” และยกระดับคุณภพาชีวิตและคุณภาพเด็กและเยาวชนในทุกช่วงวัย หรือ ต้องเร่งพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย







