posttoday
ไทยพาณิชย์ส่ง6เดือนชู2.5%

ไทยพาณิชย์ส่ง6เดือนชู2.5%

24 กุมภาพันธ์ 2554

 

โพสต์ทูเดย์ — บลจ.ไทยพาณิชย์ ส่งกองตราสารหนี้อายุ 6 เดือน ชูจ่าย 2.5% ต่อปี ลุยเงินฝากธนาคารนอกเรตติ้งดี ผสมหุ้นกู้ธนาคารและพันธบัตรรัฐบาลไทย

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 6 เดือน ลงทุนผสมระหว่างเงินฝากธนาคารต่างประเทศ หุ้นกู้ระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์ไทย รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลไทย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ 6MB ขนาดกองทุน1 หมื่นล้านบาท ขายวันนี้ถึงวันที่ 28 ก.พ.นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท

กองทุนลงทุนในเงินฝากธนาคารบาร์เคลย์ ธนาคาร HSBC หรือธนาคาร National Bank of Abu Dhabiสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือจากฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่ F1+ สัดส่วนลงทุน 20% เงินฝากธนาคาร Union Nation Bank ของ UAE อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ F1 สัดส่วน 25% หุ้นกู้ระยะสั้นธนาคารทหารไทย อันดับความน่าเชื่อถือ F1 สัดส่วนลงทุน 25% พันธบัตรรัฐบาลไทย 20% และหุ้นกู้ระยะสั้นธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) อันดับความน่าเชื่อถือ F1+ สัดส่วน 10% คาดผลตอบแทน 2.5% ต่อปี และปิดความเสี่ยงค่าเงินแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศ 3 เดือน และ 6 เดือน ขนาดกองทุนละ 5,000 ล้าน บาท กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ 3M3 อายุ 3 เดือนเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล 15% เงินฝากธนาคารออมสิน 25% หุ้นกู้ระยะสั้นธนาคารทหารไทย หุ้นกู้ระยะสั้นธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และตั๋วแลกเงินธนาคารไทยพาณิชย์ในสัดส่วน 20% เท่ากัน ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากฟิทช์เรทติ้งส์ ตั้งแต่ระดับF1และ F1+ คาดผลตอบแทนกองทุน 3 เดือน 2% ต่อปี ส่วน 6 เดือนส่วนอีกกองทุนคือกองทุนเปิดไทยพาณิชย์พันธบัตรและตราสารธนาคาร 27 (SCBGBANK 27) อายุ 6 เดือน เน้นลงทุนตั๋วเงินคลัง สัดส่วน 56% ตั๋วแลกเงินธนาคารอาคารสงเคราะห์ 15% ตั๋วแลกเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา 15% และตั๋วแลกเงินธนาคารไทยพาณิชย์ 14% ซึ่งคาดผลตอบแทน 2.1% ต่อปี

“กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 3 , 6 เดือน ที่เสนอขายช่วงนี้ มีมูลค่ารวมกัน 2 หมื่นล้านบาท มีนโยบายการลงทุนที่ผสมกันทั้งพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ เป็นตราสารหนี้คุณภาพดีที่เราเลือกลงทุนโดยได้รับการจัดอันเครดิตจาก ฟิทช์เรทติ้งส์ ซึ่งแต่ละกองทุนจะการแตกต่างกันตรงที่ตราสารและสัดส่วนที่เข้าไปลงทุนเท่านั้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนและสร้างโอกาสได้รับผลตอบแทนให้มากขึ้นกว่าการลงทุนในตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว” นางโชติกา กล่าว

บลจ.แอสเซท พลัส แจ้งว่า แนวโน้มอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้นน่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ภาครัฐ และเอกชนมีการปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้หุ้นกู้เอกชนไทยมีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น โดยคาดว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง. ) ในเดือน มี.ค.นี้ น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตลาดได้รับรู้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนี้ไปแล้ว

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 2 ตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นไป จะต้องจับตาดูอัตราเงินเฟ้อว่าจะปรับขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป บริษัทจึงยังคงแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ไม่เกิน 6 เดือน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้เอกชนคุณภาพในประเทศ ระยะสั้นๆ ยังคงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจลงทุน

นอกจากนี้วันที่ 24 ก.พ.นี้ จะเปิดขายและรับซื้อคืนรอบใหม่กองทุนเปิดแอสเซท พลัส ทวีเงินออม 2 ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ไทยเปิดขายทุก 6 เดือน โดยในรอบการลงทุนนี้ กองทุนจะลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่มีฐานะการเงินดี มีความสามารถในการชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยสูง อายุ 6 เดือน เช่น ตั๋วแลกเงิน บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJANA) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) และบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) โดยคาดผลตอบแทน 2.25% ต่อปี

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี