
แม้เฟดยืนดอกเบี้ยต่ำ เงินดอลลาร์ฯ ก็อาจผันผวน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มดอลลาร์ยังผันผวน แม้เฟดคงดอกเบี้ย แนะผู้ส่งออกจับตาค่าเงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มดอลลาร์ยังผันผวน แม้เฟดคงดอกเบี้ย แนะผู้ส่งออกจับตาค่าเงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินทิศทางหลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 0.0-0.25% ในการประชุมวันที่ 26-27 ม.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับยืนยันการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่งนั้น เมื่อประกอบเข้ากับถ้อยแถลงที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเฟดที่มีต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการยืนยันกำหนดเวลาสิ้นสุดของโครงการรับซื้อสินทรัพย์ตามกำหนดเดิมแล้ว ทำให้กระแสการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดกลับมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจของตลาดการเงินอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวกระทบต่อตลาดการเงินที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และการขยับขึ้นของความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนผ่านตลาดสัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2553
ขณะที่ การปรับตัวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยภายนอกสหรัฐ อาทิ สัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน ตลอดจนฐานะการคลังที่เปราะบางและภาระหนี้ภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศสมาชิกยูโรโซนบางประเทศ ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของค่าเงินดอลลลาร์ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (ทั้งนักลงทุน และผู้ส่งออก-นำเข้า) ยังคงต้องติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและจุดยืนของนโยบายการเงินในภูมิภาคต่างๆ ต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ฯ ก็อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางความเคลื่อนไหวของสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย รวมทั้งเงินบาท ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในปีนี้ เพราะทิศทางของค่าเงินจะไม่โน้มไปในทิศใดทิศหนึ่งอย่างชัดเจนเมื่อเช่นแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคในปี 2552 ที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดแล้ว ขณะที่ แรงกดดันในช่วงขาขึ้นของอัตราเงินเฟ้อก็เป็นสถานการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงในปีนี้ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจถูกบั่นทอนลงจากปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย อาทิ ประเด็นทางการเมืองในประเทศ และความกังวลต่อความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม อาจทำให้ธปท.ยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ก่อนที่จะโน้มไปในเชิงคุมเข้มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี







