posttoday
เปิดผลวิจัยพบหญิงไทย44%เจอคู่ครองซ้อม

เปิดผลวิจัยพบหญิงไทย44%เจอคู่ครองซ้อม

28 มกราคม 2553

ผลวิจัยมหิดลชี้หญิงไทย44% เคยถูกกระทำรุนแรงโดยคู่ครอง และ 1 ใน 5 ของหญิงไทยทุกกลุ่มอายุมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สมัครใจ

ผลวิจัยมหิดลชี้หญิงไทย44% เคยถูกกระทำรุนแรงโดยคู่ครอง และ 1 ใน 5 ของหญิงไทยทุกกลุ่มอายุมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สมัครใจ

เมื่อวันที่ 28 มกราคมนี้ ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)องค์กรผู้หญิง และสมาคมสตรีศึกษาแห่งอาเซียน  ประเทศเกาหลี จัดประชุมนานาชาติหัวข้อ “Women’s Health, Well-being between Culture and the Law” หรือ “สุขภาวะผู้หญิงภายใต้เงื้อมมือกฎหมายและวัฒนธรรม” ที่ โรงแรมอิมพีเรียล ธารา สุขุมวิท 26

รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยรายงานการสำรวจระดับชาติเรื่องพฤติกรรมทางเพศ เมื่อปี 2549 ว่า หนึ่งในห้าของหญิงไทยรวมทุกกลุ่มอาชีพ มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่ตนเองไม่สมัครใจ ที่น่าตกใจคือ สัดส่วนนี้สูงมากในกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี พบร้อยละ 46 ส่วนการสำรวจเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงในชีวิตคู่พบว่า ร้อยละ 44 ของหญิงไทยที่มีคู่ หรือเคยมีคู่ เคยถูกกระทำรุนแรงทางกายหรือทางเพศโดยคู่ของตน โดยกลุ่มผู้ที่ประสบความรุนแรงทางเพศจากคู่ (29%) นั้น ร้อยละ 20 รายงานว่า ยอมมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่ต้องการเพราะกลัว ร้อยละ 6 ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ และร้อยละ 3 ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ในท่าที่ผู้หญิงรู้สึกรังเกียจ

“ที่น่าสนใจคือ การรายงานข่าวและบทความเรื่องเพศในประเทศไทยช่วง 10 ปี (พ.ศ.2541-2550) จาก 17,529 ข่าว พบว่าสัดส่วนข่าวข่มขืนสูงสุดถึงร้อยละ 38% รองลงมาคือ ความรุนแรง 26% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นอีกปั้ญหาหลักของสังคม แต่ด้วยวัฒนธรรม และกฎหมาย ทำให้ผู้หญิงต้องคอยปิดบังซ่อนเร้น และอดทนรับสภาพกับภัยใกล้ตัว การจัดประชุมนานาชาติครั้งนี้นอกจากจะเปิดมิติใหม่ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมผู้หญิงเอเซียแล้ว ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้วิธีตั้งรับ และต่อสู้จากกรณีศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านด้วย”

รศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะกรรมการจัดประชุมกล่าวว่า สุขภาวะของผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม และทางกฎหมาย ซึ่งในประเทศไทยพบว่า นอกจากจะไม่เคยมีการจดสถิติความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นระบบตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถสืบค้นข้อมูล กระทั่งลงลึกไปถึงต้นตอของปัญหาเพื่อหาคำอธิบายในการแก้ไขได้แล้ว สังคมและวัฒนธรรมยังเป็นกรอบรัดรึงให้ปกปิดความรุนแรงภายในบ้าน เพราะมองว่าเป็นเพียงเรื่องกระทบกระทั่งในครอบครัว

“เมื่อผู้หญิงถูกสามีทำร้ายร่างกาย เมื่อไปโรงพยาบาล แพทย์จะบันทึกว่า “แผลถูกของมีคม” เมื่อผู้หญิงไปสถานีตำรวจ ตำรวจแนะนำว่า อย่าแจ้งความเลย “ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกัน” แต่สังคมลืมไปว่า ฟันกระทบ ลิ้นเลือดไหลและลืมคิดไปว่าใครเป็นลิ้นใครเป็นฟัน เพราะฉะนั้นสังคมจำเป็นต้องก้าวข้ามความเข้าใจที่ว่า การสนับสนุนด้านสุขภาพของผู้หญิงหมายถึงเพียงกระบวนการทางการแพทย์ โดยต้องหันมาสนใจ “วัฒนธรรม” และ “กฎหมาย” ในฐานะที่เป็นแนวปฏิบัติและกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่มีผลต่อปัญหาเรื่องเพศวิถี เพศภาวะ และสุขภาพของผู้หญิงอย่างมีนัยยะสำคัญ”

ขณะที่รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ประเทศไทยพยายามพูดเรื่องการปฏิรูปกฎหมายหญิงชายให้เท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติ จะมีเพศหนึ่งเพศใด ถูกเลือกปฏิบัติอยู่เสมอ เช่น ปัญหาเรื่องทัศนคติในการทำแท้ง เพราะหญิงไทยมองว่าการทำแท้งเป็นบาป และจะถูกลงโทษในชาติหน้า ในกรอบนี้จึงไม่สามารถนำแนวความคิดเรื่องสตรีนิยมมาอธิบายได้ ที่สำคัญสังคมไทยพยายามทำให้เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องปกปิด เช่นพฤติกรรมการมีเซ็กส์ของวันรุ่น สังคมไทยประณามว่าเป็นสิ่งเลวร้าย เป็นทัศคติที่ไม่เปลี่ยนแปลงทางเพศวิถี ทั้งที่มีหลายเรื่องราวที่สามารถอธิบายในเรื่องเซ็กส์ของวัยรุ่นได้ แต่ทรรศคติของคนในสังคมไทยก็เลือกที่จะไม่รับฟัง ประเด็นต่างๆเหล่านี้จึงกลายเป็นเรื่องยากต่อการแก้ไขกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรีในประเทศไทย

ด้านยูนิเซฟเผยสถิติผู้หญิงอายุระหว่าง 15-49 ปีจาก 69 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2544-2551 เชื่อว่าสามีที่ทุบตีหรือทำร้ายภรรยานั้นไม่ผิด โดยค่าเฉลี่ยของผู้หญิงเอเซียใน 7 ประเทศ พบว่า “ผู้หญิงเอเชียร่วม 41% เชื่อว่า การถูกสามีทุบตีเป็นเรื่องรับได้” โดยสาธารณรัฐประชาชนลาวมีสถิติสูงสุดอยู่ที่ 81.2% เวียดนาม 63.8% อินเดีย 54.4% กัมพูชา 55.2% อินโดนีเซีย 24.8% ฟิลิปปินส์ 24.1% เนปาล 23.2% ขณะที่ประเทศไทยยังไร้ระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งในเชิงของกฎหมายจากตำรวจ และเชิงสุขภาวะจากแพทย์ผู้รักษา ทำให้สังคมไทยไม่ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาทำได้ไม่ครบทุกมิติทางสังคม

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี