
ผลตอบแทนตราสารระยะสั้นเพิ่ม
.....ธนภรณ์ สุชาติปัทมกุล
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (1417 ก.พ.) มีมูลค่ารวม 344,555 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 86,139 ล้านบาท แต่ทั้งนี้พบว่ากว่า 91% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 314,360 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 24,737 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,647 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7% และ 0.5% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือ รุ่น LB15DA (อายุ 4.8 ปี), LB145B (อายุ 3.2 ปี) และ LB133A (อายุ 2.1 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 5,345 ล้านบาท 4,609 ล้านบาท และ 3,671 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือรุ่น CB11307A (อายุ 14 วัน),CB11308A (อายุ 14 วัน) และ CB11317C (อายุ 30 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 96,934 ล้านบาท 69,478 ล้านบาท และ 21,231 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH113A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 409 ล้านบาท หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY113A (AA)) มูลค่าการซื้อขาย 242 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) (TLT114A (AAA)) มูลค่าการซื้อขาย 202 ล้านบาท ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มของตราสารที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 3 ปี หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแล้วประมาณบวก 10 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ส่วนอัตราผลตอบแทนของตราสารที่มีอายุคงเหลือในช่วงอื่นๆ เคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในกรอบแคบๆ ประมาณลบ 3 ถึงบวก 3 Basis Points
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์วุ่นวายในอียิปต์ รวมถึงในเขตชายแดนของประเทศไทยกัมพูชา ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมาก ส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลทำให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งที่เคยไหลเข้ามาพักอยู่ในตราสารหนี้อายุสั้นๆ ในช่วงก่อนหน้านี้ เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 2,054 ล้านบาท ถือเป็นการขายครั้งแรกในรอบปี 2554 โดยจะเห็นได้จากแรงขายที่มีออกมาในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 3 ปี) จนทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารในช่วงอายุดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น (ราคาลดลง) ประมาณ 10 Basis Point







