posttoday
รัฐดิ้นเอกชนลุยซีเอสอาร์ เพิ่มช่องธุรกิจแข่งตลาดโลก

รัฐดิ้นเอกชนลุยซีเอสอาร์ เพิ่มช่องธุรกิจแข่งตลาดโลก

22 กุมภาพันธ์ 2554

แม้กระแสของการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท หรือซีเอสอาร์ ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ในฐานะของเครื่องมือในการจัดกิจกรรมทางการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ประเทศไทยเองมีการใช้ซีเอสอาร์อย่างจริงจังคิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าธุรกิจในภาพรวม

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมว.สำนักนายกฯ บอกว่า ซีเอสอาร์เกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤตด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมในทั่วมุมโลก จึงมีการแสวงหาแนวคิดเพื่อสร้างความสันติและสานสัมพันธ์อันดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยการทำโครงการซีเอสอาร์สามารถเกิดได้ทั้งในระบบบุคคล องค์กร รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่รัฐบาล

ในประเทศไทยเองต้องยอมรับว่าบทบาทของรัฐบาลในการช่วยเหลือสังคมถือว่ามีข้อจำกัด เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีของรัฐบาลไทยมีเพียง 1617% ของผลิตภัณฑ์มวลมวลรวมภายในประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ ที่มีงบประมาณรายจ่ายมากถึง 50% ของจีดีพี ทำให้มีงบประมาณเพียงพอในการดูแลสังคม

ซึ่งก็หมายความว่า จะต้องเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็พยายามเดินหน้ากิจกรรมซีเอสอาร์ต่าง ๆ อาทิ การเก็บภาษีบาปต่างๆ แล้วนำเงินภาษีที่ได้ไปให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำรายการวิทยุที่มีความเหมาะสมกับเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น

ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้ประกอบธุรกิจทั่วไปไม่สนใจ รวมถึงมาตรการภาษีอื่น เช่น การนำเข้ารถยนต์อี85 ภาษีการอ่าน หรือภาษีสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เป็นต้น

จากข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลมองไปที่การเร่งบทบาทให้ภาครัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น โดยใช้มาตรการด้านภาษีสนับสนุนการทำซีเอสอาร์ เช่น นิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการทำกิจกรรมซีเอสอาร์มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2% ของกำไรสุทธิ และบุคคลธรรมดาหักลดหย่อนได้ 10% ของรายได้ต่อปี

“แต่จากรายงานพบว่าทั้งเอกชนและประชาชนยังไม่ให้ความสนใจในการทำซีเอสอาร์เท่าที่ควร โดยรายงานในปี 2552 ในส่วนของนิติบุคคล มีบริษัทเอกชนมาขอลดหย่อนภาษี 1.6 หมื่นราย จากบริษัทที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 1 แสนบริษัท และขอคืนภาษีเฉลี่ย 0.60.7% เท่านั้น”

ในส่วนของบุคคลธรรมดาก็เช่นกัน ในปี 2552 มีผู้ขอหักภาษีเฉลี่ยราว 3 แสนราย มีอัตราการขอคืนภาษีเฉลี่ยที่ 2.62.7% ซึ่งถือว่าน้อยมากจากการขอลดหย่อนไม่ถึงครึ่งของเกณฑ์ที่ตั้งไว้

องอาจบอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการที่ภาคเอกชนโดยทั่วไปไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น และขาดที่ปรึกษาในการเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ตนจะคุยกับทางกระทรวงการคลังว่าจะมีการเพิ่มมาตรการส่งเสริมทางด้านภาษีได้หรือไม่ หรืออาจจะต้องทำการประชาสัมพันธ์โครงการเหล่านี้ให้มากขึ้นจากในอดีต

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้านโยบายซีเอสอาร์ต้องถือว่ามีความจำเป็นมากขึ้นในแง่ของธุรกิจต่างๆ เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลก หลายบริษัทเริ่มนำเกณฑ์ในเรื่องของการจัดทำกิจกรรมซีเอสอาร์เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเจรจาธุรกิจมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ไม่ได้เดินหน้าโครงการดังกล่าวอาจจะได้รับผลกระทบในอนาคต จึงควรที่จะเร่งให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้

“ในส่วนของบุคคลธรรมดานั้น ผมมองว่าคนไทยมีหัวใจซีเอสอาร์อยู่แล้ว และส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยนำค่าใช้จ่ายในกิจกรรมซีเอสอาร์มาขอลดหย่อนภาษี เนื่องจากความเชื่อส่วนตัวก็ดี หรืออาจจะมองว่าไม่ได้เป็นจำนวนเงินมากมายก็ดี แต่สิ่งที่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือการผลักดันให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมกับการรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทยและระดับสากล

องอาจสรุปว่าโดยลำพังรัฐบาลคงไม่สามารถลงไปดูแลสังคมได้ทั่วถึง แต่มองว่าเอกชนมีกำลังที่มากกว่า คำถามคือเอกชนจะเริ่มโครงการเพื่อสังคมได้เมื่อไร ซึ่งส่วนตัวคิดว่าต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ และรัฐบาลก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกด้าน

ซึ่งนั่นเพราะซีเอสอาร์ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ รวมถึงภาคเอกชนนับแต่นี้ไป!!!

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี