posttoday
ผู้ว่าธปท.ประกาศแผนปี 53 ลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

ผู้ว่าธปท.ประกาศแผนปี 53 ลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

28 มกราคม 2553

ผู้ว่าธปท.เปิดนโยบายการเงินปี 53 จะทยอยลดการใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย หวั่นเกิดเงินเฟ้อ-ภาวะฟองสบู่

ผู้ว่าธปท.เปิดนโยบายการเงินปี 53 จะทยอยลดการใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย หวั่นเกิดเงินเฟ้อ-ภาวะฟองสบู่

ผู้ว่าธปท.ประกาศแผนปี 53 ลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ธาริษา วัฒนเกส

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ประจำปี 2553 ในหัวข้อ ทิศทางนโยบายของ ธปท. และความท้าทายของเศรษฐกิจไทย โดยชื่นชมระบบสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง สามารถทำหน้าที่สนับสนุนภาคธุรกิจให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการที่ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการต่างๆได้อย่างทันเวลาในจังหวะที่เหมาะสม เศรษฐกิจไทยจึงไม่หดตัวรุนแรงอย่างที่กังวล

ส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์และต้นทุนการกู้ยืมในภาคธุรกิจปรับลดตาม พร้อมกับรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และเศรษฐกิจทั้งปีจะกลับมาขยายตัวที่ประมาณ 3.3-5.3% โดยมีแรงสนับสนุนทั้งจากการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออก ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งเป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3 ถึง 2.3% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่หลายประเด็น ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกายังมีอัตราการว่างงานสูง ขณะที่เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศก็มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ที่จะส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย และความเสี่ยงสุดท้ายเป็นเงื่อนไขในประเทศ คือ ความไม่แน่นอนด้านการเมือง

ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า ในปี 2553 จะให้ความสำคัญด้านนโยบายใน 3 เรื่อง คือ จากการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังเช่นในปีที่ผ่านมาจึงมีความจำเป็นน้อยลง ที่หากปล่อยให้นโยบายอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายนานเกินไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อหรือภาวะฟองสบู่ เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ซึ่งธปท.จะดูแลการปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ธปท.จะดูแลให้สถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้เต็มที่ โดยเฉพาะสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ พร้อมทั้งจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน โดยจะเน้นเรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้น และระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี

ประการที่สาม ในปีนี้คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การปรับตัวของภาคเอกชนเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ธปท.จะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านปริวรรตเงินตราเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของภาคเอกชน และจะเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้น

นางธาริษา กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องให้ความสำคัญใน 3 ประเด็น ได้แก่ การปฏิรูปทางการเงิน ที่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน เน้นการกำกับดูแลความเสี่ยงที่เกิดจากความเชื่อมโยงของระบบสถาบันการเงินกับภาคการเงินอื่นๆ และมีแนวโน้มที่จะจำกัดขอบเขตการทำธุรกิจของสถาบันการเงินให้อยู่เฉพาะการทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงิน นอกจากนี้ การเปิดเสรีให้มีการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต ทำให้สถาบันการเงินไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างประเทศ ส่วนการพัฒนาระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งเสริมให้เกิดการใช้สื่อการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลายมากขึ้น มีบริการที่มีประสิทธิภาพ มั่นคงปลอดภัย และมีค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

เรื่องที่สอง การปฏิรูปทางการคลัง ธปท. สนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะดูแลการใช้จ่ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเต็มที่ รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อหารายได้ไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในระยะยาว

เรื่องที่สาม คือ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากรายงานของ World Economic Forum ประเทศไทยถูกลดอันดับความสามารถทางการแข่งขันลง 2 อันดับ จากอันดับที่ 34 ในปี 2551 เป็นอันดับที่ 36 จาก 131 ประเทศในปี 2552 ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทยที่ทำให้เราถูกลดอันดับมี 3 ข้อ คือ 1) ความสามารถด้านเทคโนโลยี 2) คุณภาพการศึกษา และ 3) ความเข้มแข็งของปัจจัยทางสถาบัน โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นและเสถียรภาพทางการเมือง

การพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษาเป็นเรื่องระยะยาวที่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะสั้น ทุกฝ่ายควรจะร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนซบเซา และยังทำให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐล่าช้าไปด้วย เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท