posttoday
ขายหุ้น กรุงไทย ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ขายหุ้น กรุงไทย ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

21 กุมภาพันธ์ 2554

...ทีมข่าวการเงิน

แผนการแก้ไขหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่จะต้องหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มงวดเข้ามาทุกที

ที่ไม่สามารถยืดเยื้อยาวนานอีกต่อไปได้ ก็เพราะรัฐบาลได้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว และก็จะต้องลดบทบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ลง

การลดบทบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ มีหนี้สิน 1.1 ล้านล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันก็มีทรัพย์สินมากมายที่รอการจัดการเช่นกัน อาทิ ที่ดิน อาคาร อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของสถาบันการเงิน ซึ่งล้วนมีมูลค่าไม่น้อย จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวกันมาแล้วในช่วงที่กองทุนขายที่ดินรัชดาฯ ให้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร

ก่อนหน้านี้ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็ได้ออกมากล่าวว่า อาจจะมีการขายหุ้นธนาคารของรัฐที่กองทุนฟื้นฟูฯ และกระทรวงการคลังถืออยู่ออกไป เพื่อนำเงินกลับเข้ามาในคลังหลวง นำมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านอื่นๆ ต่อไป

เรื่องนี้ สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ก็ยกมือสนับสนุน โดยเฉพาะการขายหุ้นธนาคารกรุงไทยเพื่อให้ธนาคารเป็นธนาคารพาณิชย์อย่างแท้จริง ไม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่และต้องทำงานตามนโยบายจนไม่สามารถที่จะแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อื่นได้

แต่ความคืบหน้าการขายหุ้นของธนาคารกรุงไทยขณะนี้ยังไร้วี่แวว อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ธนาคารยังคงไม่ได้รับสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนและปริมาณหุ้นของธนาคาร ในส่วนที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือครองอยู่จำนวน 6,184 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 55.31% ซึ่งกระทรวงการคลังมีแผนจะจำหน่ายออก ไป ทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพร้อมจะปฏิบัติตามไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร และเข้าใจดีว่าแผนการแปรรูปในครั้งนี้จะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อธนาคาร

อภิศักดิ์ ให้ความเห็นว่า การที่กระทรวงการคลังจะขายหุ้นของธนาคารกรุงไทย มีข้อดี คือ ธนาคารจะมีความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจมากขึ้น หากมีการขายหุ้นออกไปมาก กว่า 510% ธนาคารจะหลุดจากการเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มี ความซับซ้อนด้านข้อกฎหมายมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป 23 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.สถาบันการเงิน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยกิจการรัฐวิสาหกิจ ที่ทำให้ธนาคารขาดความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ผลเสียจะที่เกิดขึ้น คือ พนักงานของธนาคารจะมีสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ ที่ลดลง

“สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจหากมีผลประกอบการที่ดีและมีกำไร จะต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานปีละ 7.5% ตามมติ ครม. ดังนั้นหากมีการแปรรูปธนาคาร ผลประโยชน์ในส่วนนี้จะหายไป ซึ่งขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องนี้กับพนักงาน เพราะผู้บริหารยังอยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายและต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลังก่อน” อภิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการขายหุ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เพราะปัจจุบันธนาคารมีการ บริหารในรูปแบบของเอกชนอยู่แล้ว เพียงแต่ติดปัญหาในแง่ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยกิจการรัฐวิสาหกิจ ทำให้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อหัวของพนักงานสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวน 17 ราย โดยผู้ถือหุ้นอันดับ 1 คือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถือครองหุ้นจำนวน 6,184 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 55.31% อันดับ 2 บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือครองหุ้นจำนวน 344 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.08% อันดับ 3 บริษัท สเตท สตรีต แบงก์ แอนด์ ทรัสต์ ถือหุ้นจำนวน 321 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.88% อันดับ 4 บริษัท นอร์ทรัส นอมินี ถือหุ้นจำนวน 290 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.60% และอันดับ 5 เมลลอน แบงก์ เอ็น.เอ.ถือหุ้น 264 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.37%

นอกจากนี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารที่จะมีขึ้นในเดือน เม.ย.นี้ คาดว่า ธนาคารจะมีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลกำไรในปี 2553 เพิ่มขึ้น 1.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 19.84% จากในปี 2552 ที่มีผลกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาของธนาคารอยู่ที่ 2.31% ขณะที่อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลตอบแทนล่าสุดของธนาคาร ณ วันที่ 17 ก.พ. 2554 อยู่ที่ 2.37%

การขายหุ้นธนาคารกรุงไทยนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะจำนวนหุ้นมีปริมาณมาก อีกทั้งธนาคารเป็นธนาคารขนาดใหญ่ การที่กระทรวงการคลังจะตัดสินใจขายช้าก็ไม่เสียหายอะไร เพราะธนาคารมีสินทรัพย์มากและสาขาก็เยอะ

หากผู้ถือหุ้นรายไหนสนใจจะทำธุรกิจลูกค้ารายย่อย เข้ามาซื้อหุ้นและได้สิทธิในการบริหาร ก็เท่ากับได้ขยายสาขาทำธุรกิจรายย่อยโดยไม่ต้องเหนื่อยเลย การต่อรองราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง ไม่เป็นการเหมาะที่จะขายสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นออกไปเพราะจะได้ราคาต่ำ ดังนั้นหากรอให้รัฐได้ประโยชน์มากที่สุดจะดีกว่า

และคำครหาว่าใครมีผลประโยชน์จากการขายหุ้นในครั้งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน