
อรรคศิริ บุรณศิริ เทเงินกู้5พันล้านอุ้มเพื่อนบ้าน
...ทีมข่าวการเงิน
บทบาทของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนในสังกัดกระทรวงการคลัง เริ่มมีมากขึ้นทุกขณะ
เนื่องจากปริมาณเงินกู้ที่ไทยปล่อยให้กับ 3 ประเทศ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเบ็ดเสร็จแล้วมีถึง 5,512 ล้านบาท ภายใต้โครงการพัฒนาสาธารณูปโภค 9 โครงการ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้รับมากที่สุด 3,200 ล้านบาท สหภาพพม่า 123 ล้านบาท และกัมพูชา ซึ่งมีปัญหากับไทยตามแนวชายแดนขณะนี้ ได้รับไปทั้งหมด 2,167 ล้านบาท
การให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับมาในรูปการค้าชายแดน การขนส่งและการท่องเที่ยวแล้ว
เงื่อนไขที่ประเทศไทยกำหนดก็คือประเทศที่ขอใช้เงินกู้ จะต้องใช้ผู้รับเหมาไทยในการก่อสร้าง ถนน สะพาน หรือทางรถไฟ ฯลฯ พร้อมทั้งใช้วัสดุอุปกรณ์ที่นำเข้าจากไทยไม่น้อยกว่า 50%
อรรคศิริ บุรณศิริ ผู้อำนวยการ สพพ. กล่าวว่า ปัจจุบันการค้าชายแดนขยายตัวปีละมากกว่า 20% ดังนั้นการเข้าไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านนอกจากทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกับประชาชนทั้งสองประเทศแล้ว ยังทำให้การค้าขยายตัวอย่างชัดเจน
ยิ่งอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เปิดโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตและขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อุปโภคและบริโภค ส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงจีน เวียดนาม และอินเดีย ได้คล่องตัว
อย่างกรณีของการเข้าไปช่วยเหลือประเทศลาวในการสร้างเส้นทางคมนาคม ก็ช่วยให้ประเทศลาวที่เคยยากจนที่สุดในโลกเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาสามารถหลุดพ้นได้
และรัฐบาลลาวเชื่อว่าอีกภายใน 5 ปีข้างหน้าจะดีขึ้น เพราะลาวตั้งเป้าหมายการพัฒนาว่าจะเป็น
“แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ผลิตพลังงานขายเวียดนาม ไทย จีน กัมพูชา เพราะลาวมีถ่านหิน ลิกไนต์ โปแตช และทองคำแต่ลาวจะไม่เร่งพัฒนาอย่างรวดเร็วเพราะรัฐบาลลาวกลัวและเป็นห่วงวัฒนธรรมมาก อยากรักษาวัฒนธรรมตัวเองเอาไว้
อรรคศิริ กล่าวว่า ลาวเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ จึงมั่นใจว่าเงินกู้ที่ปล่อยไป ไม่น่าจะมีปัญหาในการใช้คืน
“
เราปล่อยลาวไปแล้วเกือบๆ 4,000 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุดและเป็นมิตรประเทศที่ดีมาก และเขาก็ชื่นชมรัฐบาลไทย ขณะที่ชาวบ้านของลาวก็อยู่ดีกินดีขึ้น เรียกว่าน้ำไหล ไฟสว่าง คนมีงานทำ เหมือนกับประเทศไทยเมื่อ 3040 ปีก่อน” ผู้อำนวยการ สพพ. กล่าวไม่เพียงเท่านั้น หลังจากนี้ไปทาง สพพ.จะเจรจากับรัฐบาลลาวในการขอสิทธิในการเข้าไปพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มในเส้นทางถนนที่ประเทศไทยช่วยเหลือในการตัดเข้าไป เพราะหลายๆ พื้นที่ถือว่ามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพียงแต่เป็นจุดไหนยังต้องสำรวจดูอีกครั้ง
“
เราขอว่าถ้าลาวจะเปิดให้พัฒนาก็ขอสิทธิแก่บริษัทไทยก่อน” อรรคศิริ กล่าวโครงการต่อไปที่ สพพ.กำลังศึกษาอยู่ คือจะเชื่อมภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสานของไทยเข้าไปยังลาว และทะลุออกเวียดนามได้ รวมถึงถนนที่เชื่อมกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างหลวงพระบาง
ทาง สพพ.จะร่วมกับทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พัฒนาเส้นทางคมนาคมในลาวเพิ่มอีก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งได้ 30%
ส่วนวงเงินให้กู้ใหม่ยังไม่ได้เตรียมไว้ว่าจะของบประมาณหรือระดมเงินมาปล่อยกู้เอง ที่ผ่านมาส่วนใหญ่สพพ.จะใช้งบประมาณ แต่ในปีก่อนสพพ.เริ่มระดมทุนมาปล่อยให้ลาว 2 โครงการไปแล้ว
อรรคศิริ กล่าวว่า ความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐกับลาวนั้นถือว่าอยู่ในขั้นดีมาก เหมือนสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ความสัมพันธ์กับทางกัมพูชาดี ด้านรัฐบาลจีนก็พยายามเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับลาวมากเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้ลาวได้ตกลงเส้นทางรถไฟกับจีน จากคุนหมิงถึงนครเวียงจันทร์ ขนาดรางกว้าง 1.40 เมตร
ในส่วนของความช่วยเหลือให้เงินกู้กับประเทศกัมพูชานั้น อรรคศิริ กล่าวว่า ตอนนี้คงต้องชะงักไปก่อน เพราะเกิดข้อพิพาทที่ชายแดนอยู่ จะดำเนินการอะไรตอนนี้คงดูไม่ดีนัก หากความสัมพันธ์ดีขึ้น ก็จะช่วยพัฒนากันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในระดับหน่วยงานปฏิบัติคงคุยกันได้ปกติ เจ้าหน้าที่ หรือกระทรวงคงไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งเดิม สพพ.จะติดต่อกับกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมของกัมพูชาเป็นประจำ
“
ทางกัมพูชาแจ้งความจำนงมาเองว่าจะไม่ขอกู้เงินกับไทย เราไม่ได้เป็นคนบอก โดยกัมพูชาหันไปกู้จากจีนแทน” อรรคศิริ ระบุผู้อำนวยการ สพพ. มองว่า การชะลอกู้เงินของกัมพูชาจะนานหรือไม่นั้น คงตอบยาก ขึ้นกับสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าไม่นาน เพราะเป็นประเทศในอาเซียนด้วยกัน ไม่เกิน 6 เดือน ถึง 1 ปี สถานะก็คงดีขึ้น
อรรคศิริ กล่าวว่า จริงๆ ที่ผ่านมาก็ทำท่าดีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเรื่อง 7 คนไทยที่ถูกจับกุมตัว ก็คงไม่มีปัญหาแล้ว มันขึ้นกับจังหวะ มองว่าไทยกัมพูชาไม่ได้ตัดญาติขาดมิตรกัน เพราะการค้ากับกัมพูชาเพิ่มขึ้น 2030% ทุกปี
คนกัมพูชายังต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยเป็นหลัก ทั้งยาสีฟัน สบู่ แชมพู เรียกได้ว่าติดแบรนด์ไทยมาก มีนำเข้าจากเวียดนามบ้าง แต่จริงๆ คนกัมพูชาผูกพันกับสินค้าไทย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกถ้าเห็นสินค้าไทยในซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะเลือกซื้อทันที
ในมุมมองของ สพพ. ถือว่ากัมพูชายังเป็นประเทศที่ยากจน ฐานะการเงินยังไม่ดีเท่าไหร่นัก ระบบงบประมาณก็ไม่ดี เหมือนเกิดขึ้นกับไทยเมื่อ 20 ปีก่อน ที่เราเองยังต้องกู้เงินจากเยอรมนี เดนมาร์ก หรือญี่ปุ่น มาพัฒนาประเทศ
อรรคศิริ มั่นใจว่า ถ้าถนนดีการค้าไปกัมพูชาจะดีมาก เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะธุรกรรมระหว่างกันเป็นการค้าชายแดนถึง 80% และในแต่ละปีเพิ่มขึ้น 50% โครงข่ายถนนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
“
เราได้ดุลการค้าตลอด เราเข้าตลาดก่อนก็ถือเป็นความได้เปรียบของประเทศไทย เพราะขณะนี้จีน เวียดนาม ก็อยากจะเข้ามาแล้ว” ผู้อำนวยการ สพพ. ระบุอรรคศิริ มองว่า นายกฮุนเซนแห่งกัมพูชา มีความเป็นผู้นำ ในการชักจูงใจประชาชน เหมือนเป็นฮีโร่ของคนกัมพูชา ตอนที่ร่วมกันไปเปิดถนนสาย 617 ซึ่งเป็นเงินกู้จากประเทศไทย ฮุนเซนพูดกับพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานถึง 2 ชั่วโมง จะพูดย้ำตลอดว่าถนนจะทำให้พี่น้องจะได้รับการปฐมพยาบาลดีขึ้น จะไปรักษาที่พนมเปญก็ได้ เรียกได้ว่าฮุนเซนเป็นผู้ที่เข้าใจประชาชน และมีจิตวิทยามวลชนค่อนข้างมาก
ในส่วนของ สหภาพพม่านั้น ขณะนี้ สพพ.กำลังดูอยู่ว่าจะช่วยเชื่อมต่อเพื่อให้การขนส่งสินค้าในโครงการทวายเพิ่มเติมได้หรือไม่ เพื่อให้สินค้าจากทวายซึ่งมีท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมมาถึงกาญจนบุรี ไปแหลมฉบังได้ รวมถึงถนนเข้าเมืองหลวงใหม่ของพม่า อาจจะเชื่อมต่อมาจากแม่ฮ่องสอน
“
ทางรัฐบาลพม่าอยากให้เราช่วยหลายโครงการ แต่ไทยอยากให้พม่าจัดลำดับความสำคัญ เอาโครงการที่เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน” อรรคศิริ ระบุโดยเบื้องต้นทางพม่าอยากให้รอรัฐบาลใหม่ เมื่อตั้งเสร็จแล้ว สพพ.ก็จะไปหารือ โดยเงินกู้ที่จะให้แก่พม่าจะเป็นเงินกู้ผ่อนปรน เงื่อนไขดีกว่าที่พม่าเคยกู้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์
เราเชื่อว่าหลังจากนี้พม่าคงมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น ถ้าตะวันตกเลิกบอยคอตก็จะยิ่งทำให้เกิดการพัฒนาดีขึ้น ขณะที่เงินให้เปล่าแก่พม่าก็คงลดลงบ้าง เพราะถือว่าพม่าก็เริ่มเจริญแล้ว ต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินกู้บ้าง
อุปสรรคก็คือทาง สพพ.ต้องการให้พม่าจ้างผู้รับเหมาไทย แต่ทางพม่าก็อยากให้เป็นผู้รับเหมาของตัวเอง แต่สุดท้ายก็อาจมีการร่วมกัน โดยที่ผู้รับเหมาเราเป็นแกนหลัก
จะเห็นว่าบทบาทของ สพพ.ในการปล่อยกู้ประเทศเพื่อนบ้านยังคงต้องเดินหน้าต่อไป แม้สถานการณ์ไทยกัมพูชา ทำให้บางโครงการต้องหยุดชะงัก
ด้วยภูมิศาสตร์ของไทย ถือว่าได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องหันมาให้ความสำคัญ ก็คงใช้เงินกู้เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์พร้อมกับสร้างโอกาสให้กับภาคเอกชน







