posttoday
แกะงบ 10 ปี ค่ารักษาข้าราชการพุ่งแสนล้าน เบิกเกินงบหลายปีติด

แกะงบ 10 ปี ค่ารักษาข้าราชการพุ่งแสนล้าน เบิกเกินงบหลายปีติด

03 พฤศจิกายน 2569

ย้อนดูงบค่ารักษาข้าราชการ 10 ปี จาก 6 หมื่นล้านบาท เบิกจริงขยับทะลุ 1.06 แสนล้านบาท เกินวงเงินที่ตั้งไว้หลายปี จนรัฐต้องหาทางปรับระบบรับภาระระยะยาว

KEY

POINTS

  • ค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2567 มียอดเบิกจ่ายจริงพุ่งทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก
  • ยอดเบิกจ่ายจริงสูงกว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ติดต่อกันหลายปี โดยเฉพาะช่วงปี 2565-2568 ทำให้กลายเป็นภาระงบประมาณจำนวนมาก
  • รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการจากแบบเบิกจ่ายตรงไปสู่ระบบประกันสุขภาพกลุ่ม เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

จากรายงานตอนแรกที่นำเสนอที่มาของแนวคิด ปรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ จากระบบเบิกจ่ายแบบเดิมไปสู่ระบบประกันสุขภาพแบบกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าลดรายจ่ายจากกว่า 1 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เหตุใดสวัสดิการนี้จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นภาระงบประมาณก้อนใหญ่

 

รายงานตอนที่ 2 จะพาย้อนดูตัวเลขงบประมาณและยอดเบิกจ่ายจริงในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่ารายจ่ายด้านนี้เพิ่มขึ้นมากเพียงใด และช่องว่างระหว่างงบที่รัฐจัดสรรกับเงินที่ต้องจ่ายจริงขยายตัวอย่างไร

 

จากงบ 6 หมื่นล้าน สู่ยอดเบิกจริงทะลุแสนล้าน

 

เมื่อลองย้อนดูตัวเลขงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ารายจ่ายส่วนนี้ขยายตัวขึ้นอย่างมาก จากปีงบประมาณ 2560 ที่รัฐจัดสรรงบไว้ 60,000 ล้านบาท แต่กลับมียอดเบิกจ่ายจริง 73,631 ล้านบาท สูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้กว่า 13,600 ล้านบาท

 

ในปี 2561 รัฐจัดสรรงบเพิ่มเป็น 63,000 ล้านบาท มียอดเบิกจ่ายจริง 74,264 ล้านบาท ก่อนที่ปี 2562 และ 2563 ยอดเบิกจ่ายจะอยู่ที่ 74,782 ล้านบาท และ 76,023 ล้านบาท  ส่วนปี 2564 เบิกจ่ายจริง 79,725 ล้านบาท จากงบจัดสรร 85,000 ล้านบาท ถือเป็นช่วงที่รายจ่ายยังอยู่ในกรอบงบประมาณ
 

แต่หลังจากนั้นสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ปี 2565 เบิกจ่ายจริงเพิ่มเป็น 90,699 ล้านบาท จากงบ 83,050 ล้านบาท ปี 2566 เพิ่มเป็น 96,507 ล้านบาท จากงบ 76,000 ล้านบาท และในปี 2567 ยอดเบิกจ่ายทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก อยู่ที่ 106,557 ล้านบาท ขณะที่รัฐจัดสรรงบไว้เพียง 79,565 ล้านบาท

 

ล่าสุดปี 2568 แม้รัฐเพิ่มงบจัดสรรเป็น 93,800 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายจริงยังอยู่ที่ 106,740 ล้านบาท สูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้เกือบ 13,000 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2570 รัฐจัดสรรงบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการไว้ 94,200 ล้านบาท เท่ากับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปีงบประมาณยังไม่สิ้นสุด จึงยังไม่มีตัวเลขสรุปยอดเบิกจ่ายตลอดทั้งปี

 

หากเทียบยอดเบิกจ่ายจริงระหว่างปี 2560 กับปี 2568 พบว่าเพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือประมาณ 45% ภายในเวลา 8 ปี โดยเฉพาะช่วงปี 2565-2568 ที่ยอดใช้จ่ายจริงสูงกว่างบประมาณที่จัดสรรไว้ทุกปี


ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มวงเงินงบประมาณยังไม่สามารถรองรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมด และทำให้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการกลายเป็นหนึ่งในรายจ่ายที่รัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


แกะงบ 10 ปี ค่ารักษาข้าราชการพุ่งแสนล้าน เบิกเกินงบหลายปีติด

 

อีกมุมหนึ่งที่ทำให้การบริหารงบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการมีความซับซ้อน คือจำนวนคนที่อยู่ในระบบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่ยังรับราชการ แต่ยังครอบคลุมลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ ทั้งบิดามารดา คู่สมรส และบุตร

 

ข้อมูลกรมบัญชีกลาง ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มีผู้มีสิทธิรวม 4,896,816 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าของสิทธิ 2,308,765 คน และบุคคลในครอบครัว 2,588,051 คน สะท้อนว่าจำนวนผู้ที่อาศัยสิทธิผ่านสมาชิกในครอบครัวมีมากกว่าเจ้าของสิทธิโดยตรง

 

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า การจัดการสวัสดิการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนทำงานภาครัฐเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงสมาชิกครอบครัวอีกหลายล้านคน ขณะที่ความจำเป็นในการรักษาก็แตกต่างกัน ตั้งแต่การเจ็บป่วยทั่วไป การรักษาโรคเรื้อรัง ไปจนถึงโรคร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูง

 

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้มีสิทธิเท่านั้น แต่รวมถึงความถี่ในการเข้ารับบริการ ประเภทของโรค และต้นทุนการรักษาที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดเบิกจ่ายจริงเพิ่มขึ้น และเป็นเรื่องที่รัฐต้องนำมาพิจารณา หากจะปรับรูปแบบสวัสดิการในอนาคต

 

ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาเป็นการปรับรูปแบบสวัสดิการสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น

 

ขณะที่แหล่งข่าววงการประกัน กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า จากกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดทบทวนและปรับปรุงระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐและภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการนั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการของภาครัฐ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นหรือประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประกันภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

โดยประเด็นที่ยังต้องรอความชัดเจน ได้แก่ การปรับเปลี่ยนจะครอบคลุมข้าราชการปัจจุบันทั้งหมด หรือจะมีผลเฉพาะข้าราชการที่เข้ารับราชการใหม่ รวมถึงจะมีการปรับลดสิทธิประโยชน์ในส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและระบบการเบิกจ่าย ซึ่งปัจจุบันมีรายละเอียดและเงื่อนไขหลายส่วน

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาในมุมธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การปรับเปลี่ยนสวัสดิการภาครัฐอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพของประชาชนในอนาคต โดยเฉพาะหากมีการปรับลดความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจทำให้ประชาชนพิจารณาหาหลักประกันสุขภาพเพิ่มเติมจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะส่งผลบวกต่อธุรกิจประกันมากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการและผลกระทบต่อผู้มีสิทธิแต่ละกลุ่มประกอบด้วย

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าว ยังมองว่า การปรับปรุงระบบสวัสดิการและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภาครัฐเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้การบริหารงบประมาณมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ 

 

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังจำเป็นต้องรอรายละเอียดและทิศทางนโยบายจากภาครัฐให้ชัดเจนก่อน จึงจะสามารถประเมินผลกระทบและโอกาสทางธุรกิจประกันภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม.
 

ข่าวล่าสุด

ซีพี บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่จากเยาวชนทุน 300 คน ถ่ายทอดแนวคิด “6+6” เสริมทักษะรับโลกเปลี่ยน พร้อมสร้างประโยชน์ให้สังคม

ซีพี บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่จากเยาวชนทุน 300 คน ถ่ายทอดแนวคิด “6+6” เสริมทักษะรับโลกเปลี่ยน พร้อมสร้างประโยชน์ให้สังคม