
คลัง จ่อหั่นภาษี B20-E20 หนุนเลิก Earmarked Tax ดึงเงินภาษีบาป 1.4 หมื่นล.เข้าคลัง
เอกนิติ เตรียมถกอธิบดีสรรพสามิต ลดภาษี B20-E20 รักษาส่วนต่างราคาลิตรละ 6 บาท พร้อมหนุนยกเลิก Earmarked Tax ดึงเงินภาษีบาปกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทกลับเข้าคลัง
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อช่วยพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าน้ำมันพื้นฐาน
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สนับสนุนแนวคิดยกเลิก Earmarked Tax หรือการจัดเก็บเงินจากภาษีบาป (สุราและยาสูบ) ส่งตรงให้องค์กรต่างๆ
- การยกเลิก Earmarked Tax จะทำให้เงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปีกลับเข้าสู่คลังของรัฐ เพื่อนำไปจัดสรรผ่านระบบงบประมาณประจำปีแทน
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ที่พุ่งเกิน 1 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังจึงเตรียมใช้มาตรการภาษีช่วยพยุงราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างรายได้ภาครัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางดูแลเศรษฐกิจและเสถียรภาพการคลังว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับมาตรการภาษีเพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการปรับแผนการคลังให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด โดยย้ำความสำคัญของการรักษาวินัยการคลังในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน
นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้(22 ต.ค.69) ได้หารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงข้อเสนอปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแล้ว โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงการคลังที่ต้องการสนับสนุนพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 และไบโอดีเซล B20 เพื่อช่วยเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
ทั้งนี้ จะนัดหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตเพื่อพิจารณารายละเอียดและอัตราภาษีที่จะปรับลด โดยมีเป้าหมายช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่างราคา B20 และ E20 ให้ต่ำกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือ ราคาน้ำมันชีวภาพอาจปรับสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบัน
“เรื่องนี้ตรงกับนโยบายของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว ส่วนจะลดเท่าไหร่นั้น จะต้องนัดหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน โดยหลักการคือพยายามช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่าง (Space) ของน้ำมัน B20 และ E20 ให้มีราคาถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท”
ทั้งนี้ ข้อมูลสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิติดลบ 103,561 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 36,201 ล้านบาท และหนี้สิน 139,762 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 41,202 ล้านบาท โดยเป็นตัวเลขประมาณการของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
หนุนยกเลิก Earmarked Tax ดึงเงินกลับเข้าคลัง
นายเอกนิติกล่าวถึงร่างแก้ไขกฎหมายการเงิน 4 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยมีเป้าหมายยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax กว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และเปลี่ยนเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทนการส่งเงินตรงให้ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และการกีฬาแห่งประเทศไทย
เรื่องดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งต้องแยกจากอำนาจบริหาร โดยหากกระทรวงการคลังได้รับการสอบถามความเห็น ก็มีแนวโน้มสนับสนุนหลักการยกเลิก Earmarked Tax ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 26
“ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเขามาถามความเห็นของกระทรวงการคลัง เราก็คงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเห็นด้วย ซึ่งก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 26 ที่บอกว่าไม่ควรมี Earmarked Tax”
จ่อทบทวนแผนการคลัง หลังรายได้ดีกว่าคาด
นายเอกนิติกล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ใหม่ โดยนำตัวเลขฐานะการคลังล่าสุดมาประกอบการพิจารณา หลังพบว่าการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อยู่ที่ 3.4% ต่อ GDP ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ 4.4% ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการเช่นกัน
ในเดือน พ.ย. 2569 จะหารือกับสำนักงบประมาณตามวงรอบการทบทวนแผน โดยประเมินว่าประเทศไทยอาจลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3% ต่อ GDP ได้เร็วกว่ากำหนดเดิมในปีงบประมาณ 2572
ส่วนกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่าหนี้สาธารณะอาจสูงกว่าเพดาน 70% ต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2571 นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดอาจดีขึ้นกว่าที่เคยประเมิน เนื่องจากรายได้ภาษีปี 2569 สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงแนวโน้มแผนการคลังที่อาจปรับดีขึ้น
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า จากการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค (APEC FMM) ครั้งที่ 33 ที่ฮ่องกง หลายประเทศให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกผันผวน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลัก







