posttoday
TIPAK ทุ่มงบ 100 ล้าน ยกระดับ Smart Factory มุ่ง Zero Defect

TIPAK ทุ่มงบ 100 ล้าน ยกระดับ Smart Factory มุ่ง Zero Defect

19 ตุลาคม 2569

TIPAK เดินหน้ายุทธศาสตร์เติบโตยั่งยืน ทุ่ม 100 ล้านบาท ยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory มุ่งเป้า Zero Defect ลดต้นทุนผลิต พร้อมรุกบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง ภายในปี 70

KEY

POINTS

  • TIPAK ทุ่มงบลงทุน 100 ล้านบาท ยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory โดยตั้งเป้าหมายลดของเสียในกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Defect)
  • การยกระดับครอบคลุมการใช้สายการผลิตอัตโนมัติ ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ และระบบควบคุมคุณภาพขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเสีย
  • ตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลง 1-3% พร้อมรุกตลาดบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตชั้นนำของประเทศภายใน 3-5 ปี

บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Defect ยกระดับโรงงานสมุทรสาครและปราจีนบุรีสู่ Smart Factory ด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติขั้นสูง ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย (ไม่รวมวัตถุดิบ) 1–3% ภายในปี 2570 เทียบกับฐานปี 2569 

 

พร้อมเดินหน้ารุกตลาดบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value) รองรับการเติบโตของ E-Commerce อาหาร-เครื่องดื่ม และกระแสรักษ์โลก รวมถึงรับปัจจัยบวกจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกระดาษส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องดันอัตราการใช้กำลังการผลิตพุ่ง วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้ผลิตแถวหน้าของประเทศภายใน 3–5 ปี 

 

นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK เปิดเผยว่า บริษัทวางยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมาย Zero Defect ลดของเสียในกระบวนการผลิตของโรงงานสมุทรสาครและปราจีนบุรีให้เป็นศูนย์ 

 

โดยมุ่งลดของเสียในกระบวนการผลิตให้ต่ำที่สุด ด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท ในปี 2570 ซึ่งจะครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

1.การยกระดับสายการผลิตอัตโนมัติ ช่วยลดความสูญเสีย (Waste) และเพิ่มความรวดเร็ว

 

2.ขับเคลื่อนดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ ซึ่งจะใช้ระบบ SCADA ในสายการผลิต ระบบบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance: PdM) และระบบติดตาม OEE แบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

 

3.ระบบควบคุมคุณภาพขั้นสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตและยกระดับอัตราการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน (Quality Rate) ให้สูงขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายจะลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย (ไม่รวมวัตถุดิบ) 1–3% ภายในปี 2570 เทียบกับฐานปี 2569 พร้อมเดินหน้ายกระดับโรงงานสู่การเป็น Smart Factory ด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบจากการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้

 

เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนของบริษัทมาจากวัตถุดิบเป็นหลัก โดยเฉพาะกระดาษม้วนที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว 

 

สำหรับแผนธุรกิจมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ (Product Mix Strategy) เพื่อยกระดับสัดส่วนยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value) ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมกล่องกระดาษลูกฟูก (Corrugated Box) ให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ

 

การป้องกันความชื้น, สารเคลือบฟังก์ชันพิเศษเพื่อยืดอายุผักและผลไม้, การยับยั้งเชื้อราและจุลินทรีย์ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติต้านทานน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การพิมพ์ลายคุณภาพสูง และบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งระยะไกล 

 

ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์กระดาษเพื่อความยั่งยืนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในส่วนของแผ่นกระดาษลูกฟูก (Corrugated Sheet) มุ่งรักษาระดับการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษลูกฟูกและกระดาษแข็งลูกฟูก และบรรจุภัณฑ์จากกระดาษยังมีทิศทางที่ดี โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรก 2569 เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นหนึ่งใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ดัชนีผลผลิตขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 แม้ภาคการผลิตโดยรวมเผชิญกับภาวะชะลอตัว และคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษในปี 2570 จะเติบโต 2.9% 

 

โดย Euromonitor คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด E-commerce ของประเทศไทยในอีก 5 ปี (2568–2573) จะเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 8% สู่ระดับ 1.82 ล้านล้านบาท ตลาดกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% สู่ระดับ 1.52 ล้านล้านบาท รวมทั้งเทรนด์รักษ์โลกคาดว่ามูลค่าตลาด Sustainable Paper Packaging ของกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะอยู่ที่ 44.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2572 เติบโตเฉลี่ยปีละ 8.0% (CAGR ปี 2567-2572) 

 

ขณะที่โรงงานทั้งสองแห่งของบริษัทมีความพร้อมสูงสุดในการรองรับดีมานด์ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำลังการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูกรวมกันกว่า 140,000 ตันต่อปี มีอัตราการใช้กำลังการผลิต (U-rate) ปี 2568 อยู่ที่ 75% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 78% และ 80% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ 

 

ส่วนกล่องกระดาษลูกฟูกมีกำลังการผลิตกว่า 170 ล้านกล่องต่อปี และอัตราการใช้กำลังการผลิต (U-rate) ในปี 2568 อยู่ที่ 54% และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 56% และ 57% ในปี 2569–2570 ตามลำดับ ซึ่งการมุ่งสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันด้วยโซลูชันแบบครบวงจร การรุกขยายกลุ่มบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value) ที่มีมาร์จิ้นสูง 

 

ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านโรงงาน จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งและผลักดันให้ TIPAK ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตกระดาษลูกฟูกและกล่องกระดาษลูกฟูกแถวหน้าของประเทศภายใน 3–5 ปีข้างหน้า ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการบริการบรรจุภัณฑ์ครบวงจรของประเทศไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

แพทย์เตือน “เหนื่อยง่าย-แน่นท้อง” เสี่ยงโรคพังผืดในไขกระดูก MF

แพทย์เตือน “เหนื่อยง่าย-แน่นท้อง” เสี่ยงโรคพังผืดในไขกระดูก MF