
มูลนิธิกสิกรไทยผนึกผู้นำโลก ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตการกุศลแห่งเอเชีย
มูลนิธิกสิกรไทยจับมือคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย จัดเวทีคู่ขนานประชุม IMF–World Bank 2026 รวมพลังรัฐ เอกชน และภาคการกุศลวางทิศทางใช้เงินทุนเพื่อสังคมไทย
KEY
POINTS
- มูลนิธิกสิกรไทยร่วมกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย จัดเวทีหารือระดับสูงเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการกุศลในระดับภูมิภาคและสนับสนุนวาระการพัฒนาที่สำคัญของไทย 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืน
- มีการเปิดตัวรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพเงินทุนเพื่อการกุศลในเอเชีย ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและสามารถใช้เป็นทุนสนับสนุนแนวทางใหม่ๆ เพื่อต่อยอดสู่นโยบายของภาครัฐได้
- นำเสนอโมเดล "น่านแซนด์บอกซ์" เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในการแก้ปัญหาเชิงระบบ และประกาศความร่วมมือกับธนาคารโลกในการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ
เงินบริจาคเพื่อสังคมไม่ได้มีหน้าที่แค่ "ช่วยเหลือเฉพาะหน้า" อีกต่อไป เพราะเมื่อมีระบบรองรับที่ดี เงินก้อนเดียวกันสามารถกลายเป็นทุนทดลองแนวทางใหม่ ๆ และต่อยอดสู่นโยบายของภาครัฐได้
นี่คือแนวคิดหลักของเวทีหารือระดับสูงที่มูลนิธิกสิกรไทยจัดร่วมกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย (The Commission on Asian Philanthropy) ในช่วงสัปดาห์การประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026)
เวทีคู่ขนานที่รวมผู้นำสามภาคส่วน
งาน "Asia's Philanthropic Future: Catalyzing Growth and Partnership" จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
เป็นงานคู่ขนานอย่างเป็นทางการ (Official Side Event) ของการประชุมดังกล่าว มีผู้กำหนดนโยบายระดับสูง ผู้นำด้านการพัฒนาระดับโลก องค์กรการกุศล และผู้บริหารภาคธุรกิจเข้าร่วมกว่า 100 ท่าน
เป้าหมายของงานคือการสนับสนุนระบบนิเวศการกุศล หรือเครือข่ายของผู้ให้ ผู้รับ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เชื่อมโยงความร่วมมือตั้งแต่ระดับประเทศไปสู่ระดับภูมิภาค
สอดรับกับวาระสำคัญของไทยใน 3 ด้าน ได้แก่
- นวัตกรรม
- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
- ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ไฮไลต์หนึ่งของงานคือการเปิดตัวรายงานฉบับเฉพาะกาล (Interim Report) ของคณะกรรมาธิการฯ ฉบับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ
รายงานชี้ว่าเงินทุนเพื่อการกุศลในภูมิภาคมีศักยภาพช่วยสนับสนุนวาระการพัฒนาแห่งชาติได้
จากการประมาณการของคณะกรรมาธิการฯ ยอดเงินบริจาคในพื้นที่ที่อยู่ในขอบเขตการศึกษามีมูลค่ารวมราว 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ปี 2567
และเอกสารข่าวระบุถึงตัวเลขระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในทศวรรษข้างหน้า
นอกจากตัวเลข รายงานยังมีข้อมูลและแนวปฏิบัติ (Playbook) แยกตามบริบทของแต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจในภูมิภาค
เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรการกุศลของไทยนำไปใช้ให้การบริจาคตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ภาครัฐชี้ธรรมชาติและชุมชนฐานรากคือโจทย์สำคัญ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงความต้องการด้านการพัฒนาของประเทศ (Demand Side) หรือฝั่งที่ต้องการทรัพยากรมาช่วยแก้ปัญหา
รองนายกฯยศชนัน เน้นการรักษาธรรมชาติและการพัฒนาชุมชนฐานราก ซึ่งเงินทุนภาคเอกชนที่ยืดหยุ่นและมุ่งผลลัพธ์ระยะยาวสามารถช่วยต่อยอดโครงการริเริ่มของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศ.ดร.ยศชนันย้ำว่า สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านนวัตกรรม จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการสนับสนุนเพื่อสาธารณกุศลให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพและการสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่ขยายผลได้ในวงกว้าง
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย เพิ่มเติมว่า
"เจตนารมณ์ที่ดีจะสร้างผลลัพธ์ได้กว้างไกลยิ่งขึ้น เมื่อมีระบบที่ดีคอยสนับสนุน"
พร้อมระบุว่ามูลนิธิกำลังนำองค์ความรู้ระดับภูมิภาคเข้าสู่การหารือที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศ และใช้เครือข่ายที่สั่งสมมายาวนานร่วมแก้ความท้าทายสำคัญของสังคมไทย
ด้านประธานร่วม (Co-Convenors) ของคณะกรรมาธิการฯ คือ ดร.กาเบรียล เหลียง ผู้อำนวยการ Institute of Philanthropy และนายอิชิโร คาบาซาวะ กรรมการบริหาร มูลนิธินิปปอน
เน้นย้ำถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ร่วมกัน และเครือข่ายเชื่อมโยงระดับภูมิภาคที่คณะกรรมาธิการฯ สร้างขึ้น เพื่อหนุนให้ความร่วมมือและการลงมือปฏิบัติทั่วเอเชียเข้มแข็งขึ้น
ส่วน ดร.เซียว ลี่หมิง เลขาธิการ Tencent Charity Foundation ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงชุมชนและลดต้นทุนการทำงานร่วมกันข้ามภาคส่วน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นของสังคมในระยะยาว
"น่านแซนด์บอกซ์" ต้นแบบที่ธุรกิจนำศักยภาพมาร่วมแก้ปัญหา
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย นำเสนอโมเดล "น่านแซนด์บอกซ์" (Nan Sandbox) ซึ่งใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น
เชื่อมโยงการฟื้นฟูผืนป่าเข้ากับการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน การศึกษาของเยาวชน และการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน
เอกสารข่าวระบุว่า โครงการนี้เป็นต้นแบบสำคัญในการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไป
การให้ทุนไม่ใช่ทั้งหมด คุณค่าอยู่ที่เครือข่ายและความไว้วางใจ
ในช่วงเสวนาระดับสูง มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายอาร์ตูโร ฟรังโก ผู้อำนวยการสำนักงานกลยุทธ์กลุ่ม ธนาคารโลก ,ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), NG Boon Heong กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิเทมาเส็ก และ Siti Kamariah Ahmad Subki กรรมการผู้จัดการและทรัสตี มูลนิธิยาซัน ฮาซานาห์
ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานการกุศลไปไกลกว่าการให้ทุน โดยอยู่ที่การใช้สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน
เช่น เครือข่ายภาคธุรกิจและความไว้วางใจจากชุมชน มาประสานทรัพยากรและหนุนการทำงานของภาครัฐ
และการขยายโครงการนำร่องระดับท้องถิ่นที่สำเร็จแล้วไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเอกชน ชุมชน และรัฐตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อวางแนวทางจัดหาเงินทุนระยะยาวที่ทำได้จริง
บัญชีทุนธรรมชาติที่น่าน ก้าวต่อไปของความร่วมมือ
นายเฉิน กว่างเจ๋อ รองประธานฝ่าย Planet กลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างธนาคารโลก มูลนิธิกสิกรไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการนำร่องจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) ในจังหวัดน่าน
"งานการกุศลมีศักยภาพเฉพาะตัวในการทดลองสิ่งใหม่ บ่มเพาะความสัมพันธ์กับชุมชน และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการดึงดูดเงินทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในวงกว้างยิ่งขึ้น" นายเฉินกล่าว







