
ธปท. คุมเข้มเงินเข้าไทย เกิน 2 แสนดอลลาร์ ต้องแสดงที่มา
ธปท. ปรับเกณฑ์เรียกเอกสารรับซื้อและรับฝากเงินตราต่างประเทศ ธุรกรรมทั่วไป และ Watchlist ตั้งแต่ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องแสดงที่มา ส่วนค่าทองคำเรียกเอกสารทุกจำนวน
KEY
POINTS
- ธปท. กำหนดให้การนำเงินตราต่างประเทศเข้าไทยมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องแสดงเอกสารหลักฐานแหล่งที่มาของเงินเป็นรายธุรกรรม
- ธุรกรรมทั่วไปสามารถใช้กระบวนการรู้จักลูกค้า (KYB) แทนการเรียกเอกสารได้ แต่ธุรกรรมในกลุ่ม watchlist เช่น เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่สามารถใช้ KYB ได้
- มีการคุมเข้มธุรกรรมเฉพาะทาง โดยการโอนเงินค่าทองคำต้องแสดงเอกสารทุกจำนวนเงิน และการรับซื้อเงินสดต่างประเทศจำกัดไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การเรียกเอกสารหลักฐานประกอบการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศดังกล่าวเป็นไปเพื่อการค้าการลงทุนและตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้ง
โดยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติ ดังนี้
ถ้าเงินที่มาจากวัตถุประสงค์ทั่วไป เช่น ค่าสินค้าบริการ เงินลงทุนโดยตรง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือเงินกู้ หากเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศเป็นรายธุรกรรม ยกเว้นลูกค้าที่ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้า (Know Your Business: KYB) ไม่ต้องเรียกเอกสารได้
หากเป็นเงินที่มาจากวัตถุประสงค์ watchlist ได้แก่ เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย, เงินจากค่าสินทรัพย์ดิจิทัล, เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้และเงินให้กู้ และเงินส่วนต่างจากธุรกรรมอนุพันธ์ และ เงินจากวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรเงินบาทและบัญชีเงินฝาก หากเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศเป็นรายธุรกรรม โดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB แทนการเรียกเอกสารดังกล่าวได้
ส่วนเงินที่มาจากค่าทองคำ ให้เรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมในทุกจำนวนเงิน และในกรณีที่เป็นการโอนเงินค่าทองคำเข้าประเทศเป็นสกุลบาทผ่านบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident baht account) ให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมในทุกจำนวนเงินเช่นเดียวกัน
รวมทั้งหากเป็นเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสด ให้รับซื้อได้ไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหากเกินกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ หรือเอกสารหลักฐานที่แสดงการได้มาจากผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ
นอกจากนี้ การรับฝากเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีข้างต้นด้วย
ทั้งนี้ ธปท. ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและการเรียกเอกสารให้สอดคล้องกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ข้างต้น
ประกาศฉบับนี้จะมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา







