
ดร.สันติธาร เปิดยุทธศาสตร์ AI ยกเครื่องระบบปฏิบัติการเศรษฐกิจไทย
ดร.สันติธาร แนะรัฐเปลี่ยน KPI เน้น “สร้างมูลค่า-ยกระดับคน” แก้ปัญหา K-Shape เสนอแผนยุทธศาสตร์ AI โต้คลื่นการลงทุน FDI ระลอกใหม่ ปรับระบบปฏิบัติการเศรษฐกิจ ยกระดับ SMEs ข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ชูไทยเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 โอกาสไทยสู่โลก
KEY
POINTS
- ดร.สันติธาร เสนอยุทธศาสตร์ AI เพื่อยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ เปรียบเสมือนการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่ล้าสมัย
- ยุทธศาสตร์ AI ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ "All in AI" เพื่อผลักดันไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่า AI โลก และ "AI in All" เพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในทุกอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
- เป้าหมายคือการใช้ AI ต่อยอดคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศผ่านการสร้างงานคุณภาพสูง ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) และยกระดับผู้ประกอบการไทย
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในหัวข้อ “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap” ในงาน “Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap” ที่จัดขึ้นโดย กรุงเทพธุรกิจว่า โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยในยุคที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง โดยได้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเคยเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และได้รับคลื่นการลทุนระลอกใหญ่ หลังข้อตกลง Plaza Accord โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์
ขณะที่ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่อีกครั้ง จากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โครงสร้างพื้นฐาน AI, เศรษฐกิจสีเขียว, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ดร.สันติธาร เสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุน และปรับเปลี่ยนดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) จากเดิมที่เน้นเพียง “ตัวเลขมูลค่าเงินลงทุนดอลลาร์” มาเป็นการสร้างมูลค่า และการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) ผ่านการสร้างเงื่อนไขและดึงดูดการลงทุนที่เน้นไปใน 3 ส่วน ได้แก่
1.การสร้างตำแหน่งงานที่มีคุณภาพสูง
2.การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย
3.การยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
ดร.สันติธาร ให้ความเห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ที่ประโยชน์จากการลงทุนมักกระจุกตัวอยู่เพียงแค่บริษัทใหญ่หรือกลุ่มทุนข้ามชาติ โดยไม่กระจายมาสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างแท้จริงว่า ผลกระทบเชิงบวกสู่เศรษฐกิจฐานรากจะไม่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายและใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเป็นเครื่องมือในการเจรจา เพื่อให้บริษัทต่างชาติช่วยยกระดับและเติบโตไปพร้อมกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ชูยุทธศาสตร์ “All in AI” และ “AI in All” รับคลื่นลงทุนย้ายฐาน
ดร.สันติธาร ระบุถึงโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ระดับโลกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากบริษัทชั้นนำในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Power Electronics และโครงสร้างพื้นฐาน AI จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงและหาฐานการผลิตใหม่เพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ดร.สันติธาร ชี้ว่าจุดแข็งสำคัญของไทยคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม หรือ Cluster Connector ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานที่ดี และความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดจุดแข็งนี้ รัฐบาลจึงได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน AI ออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่
All in AI การผลักดันให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า AI ระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าปัจจุบันไทยมีผู้เล่นในโครงสร้างพื้นฐาน AI อยู่แล้ว ทั้งชิป หน่วยความจำ และโฟโทนิกส์ รัฐบาลจึงมุ่งเจรจาให้บริษัทต่างชาติช่วยยกระดับผู้ผลิตในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมมือทำ R&D กับมหาวิทยาลัยในไทย
AI in All การส่งเสริมให้เกิดการนำ AI ไปใช้ในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก เช่น การฝังฟีเจอร์ AI ขนาดเล็กในกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐ เพื่อช่วยร้านค้ารายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดในการวิเคราะห์ยอดขาย จัดการสต็อกสินค้า ทำงบการเงินอย่างง่าย และเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น
เมื่อถูกถามถึงระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดร.สันติธาร ยอมรับว่า ต้องใช้เวลา แต่ย้ำว่า “ทุกวิกฤตคือโอกาสในการปฏิรูป” หากประเทศไทยสามารถสร้างแรงส่ง (Momentum) และโต้คลื่นความเปลี่ยนแปลงระดับโลกได้ โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ การปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจจะเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้เสมอ
ถึงเวลาผ่าตัดเศรษฐกิจไทย ดันคนรุ่นใหม่ร่วมเขียนอนาคตประเทศ
นอกจากนี้ ดร.สันติธาร ได้เสนอมุมมองโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยเหมือนกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) ของคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านการตกขบวนและขาดการอัปเดตระบบมาอย่างยาวนานในอดีต โดยระบุว่า ในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่สามารถทำเพียงแค่อัปเดตระบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด
ดร.สันติธาร เน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งและความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก เพียงแต่ยังขาดระบบปฏิบัติการที่สามารถเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ (Connect the dots) และทลายการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อให้ทุกภาคส่วนทำงานประสานกันได้จริง
นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาเข้าสู่ยุค AI และการเขียนโค้ดแบบ “Vibe Coding” รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เขียนโค้ดอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสของประชาชนและคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาร่วมเป็น “Vibe Coder” ช่วยกันเขียนกฎกติกาและระบบปฏิบัติการใหม่ให้ประเทศไทยเติบโตไปด้วยกัน
เจ้าภาพ IMF - World Bank 2026 โอกาสไทยสู่โลก
พร้อมกันนี้ ดร.สันติธาร ยังได้กล่าวถึงวาระสำคัญที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF - World Bank Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ซึ่งเปรียบเสมือนงาน “โอลิมปิกทางการเงิน” (Olympics of Finance) ที่มีผู้นำทางการเงินและเศรษฐกิจจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลกเดินทางมาร่วมงาน
“งานนี้เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น้อยประเทศในโลกจะได้เป็นเจ้าภาพถึงสองครั้ง เปรียบเหมือนมีคนมาซื้อโฆษณาบนโซเชียลมีเดียให้ประเทศไทย และมีสายตานับล้านคู่จากทั่วโลกกำลังจ้องมองมา” ดร.สันติธาร กล่าว
ขณะเดียวกัน เสนอให้ทั้งภาคเอกชนและประชาชนคนไทยใช้โอกาสนี้ในการตั้งคำถาม 2 ข้อสำคัญ คือ “เราต้องการเรียนรู้อะไรจากโลก” และ “เราต้องการให้โลกเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทย” เพื่อดึงประโยชน์สูงสุดจากงานระดับโลกนี้มาสู่ประเทศ







